ผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันอาทิตย์ ให้บทเรียนกับทุกฝ่าย แม้แต่ ประชาธิปัตย์ เอง
ก็ต้องรับรู้ว่ากระแสคนกรุงเทพฯ ที่ให้พรรคเพื่อไทยเกิน 1 ล้านคะแนนนั้น คือ การส่งสัญญาณว่าพรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้ต้องยกเครื่องตัวเองครั้งใหญ่แล้ว
คุณภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เขียนในทวิตเตอร์เมื่อวานนี้ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะนำไปสรุปและถือเป็นบทเรียนสำคัญในการทำงานต่อไป และยืนยันในความตั้งใจและมุ่งมั่นในเจตนารมณ์ จะไม่ทำให้พี่น้องประชาชนที่มอบกำลังใจให้ต้องผิดหวัง
คุณภูมิธรรม ขอบคุณผู้ให้คำปลอบใจว่า “แพ้แต่ชนะ” หรือ “ชนะในความพ่ายแพ้” ทั้งๆ ที่รู้ว่าแนวโน้มการหาเสียงช่วงท้าย จะถูกลากดึงไปสู่การเมืองแบบเก่าๆ แต่ทีมหาเสียงของพรรคเพื่อไทยทุกคนก็ยืนยันที่จะยึดกุมข้อแนะนำของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ให้ “คิดบวก” หาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ไม่มุ่งโจมตีใคร
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับว่า แม้จะได้ชัยชนะ แต่ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับเสียงสะท้อนทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง ทำให้ทราบดีว่าจากนี้ไปพรรคจะต้องปรับปรุงการทำงานใน กทม. และงานอื่น ๆ ของพรรคอีกมาก เพื่อไม่ให้ประชาชนผิดหวัง
คำว่า "ไร้รอยต่อ" ที่ส่งผ่านจากการหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ให้กับ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ มาให้กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั้น มิใช่ข่าวดีอย่างที่คิด เพราะว่าเสียงเกิน 1.2 ล้านเสียงของคนกรุงเทพฯ ที่ให้คุณชายหมู นั้น เท่ากับเป็นการยืนยันว่า คนกรุงฯ กลัวการ "ผูกขาด" ของอำนาจรัฐส่วนกลาง
และเป็นหน้าที่ของ คุณชายสุขุมพันธุ์ ที่ได้อาณัติจากคนกรุงเทพฯ ครั้งใหม่ ที่จะแยกแยะให้ถูกว่า ส่วนไหนคือการร่วมมือกับรัฐบาลกลาง และส่วนไหนที่จะต้องแสดงถึงความเป็นตัวของตัวเองในการปกครองท้องถิ่น
และในหลายๆ เรื่อง การปกครอง กทม. กับรัฐบาลกลาง จะต้องมี "รอยต่อ" ให้เห็นชัดเจน เพราะว่ากรณีน้ำท่วมใหญ่เมื่อสองปีก่อน สะท้อนชัดเจนถึงความแตกต่างในทิศทางและประสิทธิภาพของการบริหารส่วนกลาง และบริหารท้องถิ่นอย่างปฏิเสธไม่ได้
หรือเป็นความล้มเหลวของทั้งคู่ เพราะ “ไร้รอยต่อ” ก็ว่าได้
วาทกรรม "ไร้รอยต่อ" อาจจะเป็นที่มาของความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ก็เป็นได้ เพราะว่าความหมายอีกด้านหนึ่งของวลีนี้ คือ การที่รัฐบาลส่วนกลางมองไม่เห็นถึงความสำคัญ ของการให้อิสระแห่งการปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะกับการบริหารเมืองหลวง ที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนกว่าที่จะเป็นเพียงการที่พรรคที่ปกครองระดับชาติจะกำหนดความเป็นไปของการบริหารระดับท้องถิ่น
การทำให้ทุกอย่าง "กลมกลืน" เป็นแผ่นเดียวกันระหว่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กับคณะผู้บริหาร กทม. จึงเป็นเรื่องที่สร้างความหวาดกลัวมากกว่าความมั่นใจในหลายๆ กรณี
บทเรียนสำหรับพรรคเพื่อไทย ก็คือ การที่ยังไม่สามารถจะสลายความสงสัยคลางแคลงและหวาดกลัวของคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ต่อกรณีความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นระหว่างการประท้วงหลายครั้งหลายคราที่ผ่านมา และวาทกรรมเรื่อง "ส่งเสาไฟฟ้า" มาสมัครก็ชนะได้นั่นเอง ที่เป็นหอกกลับมาทิ่มแทงตนเอง
สำหรับสำนักโพลล์ทั้งหลาย "บทเรียนราคาแพง" คือ การไม่ปรับปรุงวิธีการสำรวจความเห็น การจัดแยกแยะตัวอย่างผู้ตอบคำถาม และการมองข้ามความสำคัญของวัฒนธรรมไทยกับการทำโพลล์
การที่นักวิชาการบางคนออกมาบอกว่า "คนกรุงเทพฯ หลอกโพลล์" จึงเป็นเพียงวาทกรรมเฉพาะหน้า เพื่อหาคำอธิบายหน้าจอทีวีเท่านั้น แต่ความจริงก็คือความผิดพลาดทั้งในวิธีการและการทำความเข้าใจ กับอารมณ์หวั่นไหวลึกๆ ของคนกรุงในการตอบคำถามของผู้ทำการสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นการทำโพลล์ระหว่างหาเสียงหรือหน้าคูหาเลือกตั้ง
บทเรียนครั้งนี้ จึงควรจะทำให้สำนักโพลล์ทั้งหลายตั้งหลักใหม่ วิเคราะห์ความผิดพลาดของตน และแสวงหาวิธีการที่จะเรียกคืนความน่าเชื่อถือของสาธารณชนกลับมา
ทั้งด้วยวิธีการ "ทบทวนหลักวิชาการทำโพลล์" การพิจารณาใคร่ครวญ "วิถีชีวิตและวัฒนธรรม" ของสังคมไทยกับการตอบคำถาม และการ "รักษาระยะห่าง" ระหว่างบุคลากรระดับบริหารของสำนักโพลล์กับกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำการสำรวจความเห็นประชาชน
สำหรับสื่อ บทเรียนอันสำคัญยิ่งคือการที่จะต้อง "ทำการบ้าน" ว่าด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลของโพลล์ทั้งหลายให้เป็นกิจจะลักษณะกว่าที่เป็นอยู่ และไม่เลือกจะพาดหัวเฉพาะประเด็นที่สอดคล้องกับความเชื่อของตน อีกทั้งจะต้องมีผู้เข้าใจและเชี่ยวชาญด้านตีความสถิติประจำกองบรรณาธิการ เพื่อนำเสนอประเด็นแยกย่อยต่างๆ ของผลการสำรวจทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพอย่างมีมาตรฐานของมืออาชีพสูงกว่าที่ผ่านมา
และผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. เอง ก็คงจะได้บทเรียนหลายด้านจากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุด ก็คือ การที่จะต้องใส่ใจกับเนื้อหาในการหาเสียงของทุกฝ่าย และต้องมีความตื่นตัวในการเรียกร้องให้ผู้อาสามาทำงาน เสนอแผนงานอย่างต่อเนื่อง มิใช่เพียงแต่ในช่วงหาเสียงเท่านั้น
และที่ดูเหมือนจะเป็นปรากฏการณ์สำคัญยิ่งสำหรับชาว กทม. ครั้งนี้ ก็คือ การที่ได้รับข่าวสารข้อมูลจากทุกด้านอย่างเต็มสองหูตลอดเวลา อีกทั้งยังมีข้อมูลขัดแย้งจากโพลล์และนักวิเคราะห์ รวมถึงสื่อทั้งหลายที่สร้างความสับสน บทเรียนสำคัญจึงคือการฟังความรอบด้าน และประเมินความน่าเชื่อถือของสื่ออย่างพิถีพิถันมากกว่าที่ผ่านมา
แต่ที่เป็นข้อสรุปในภาพรวมสำหรับทุกฝ่าย ก็คือ คนกรุงเทพฯ ได้ "ประกาศศักดา" อีกครั้งหนึ่ง เป็น "อาณัติ" ชัดเจนว่า ใครอย่ามากดดันข่มขู่หลอกลวง และบิดเบือนความจริงเป็นอันขาด
คนกรุงเทพฯ รู้ทันทุกฝ่าย และจับโกหกวาทกรรมกำมะลอได้เสมอ






