วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าหลงดีใจกับโหวตเชิงยุทธศาสตร์

ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. อาจจะ "พลิกโพลล์" คือสวนทางกับผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่จัดทำโดยสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง

ไม่ว่าจะเป็นโพลล์ที่ทำมาตลอดในช่วงหาเสียง, เอ็นทรี โพลล์ หรือการสำรวจช่วงก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง และ เอ็กซิท โพลล์ ที่สำรวจจากประชาชนทันทีที่ออกจากคูหา

เพราะเกือบทุกโพลล์ชี้ว่า ผู้ที่ได้รับคะแนนนิยมมากกว่า (ผ่านการสำรวจ) และผู้ที่น่าจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง คือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครหมายเลข 9 จากพรรคเพื่อไทย (มหาวิทยาลัยศรีปทุมฝากชี้แจงว่าทางสถาบันไม่ได้ทำ เอ็กซิท โพลล์ ตามที่มีสื่อหลายแขนงนำเสนอ)

แต่ในที่สุดผลการเลือกตั้งก็ออกมาอย่างที่เห็นๆ กัน คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครหมายเลข 16 จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับชัยชนะ และคว้าเก้าอี้ผู้ว่าฯเมืองหลวงไปครองอีกสมัย

พรรคประชาธิปัตย์ย่อมอยู่ในอาการลิงโลดและโล่งใจ ที่สามารถรักษาฐานที่มั่น (สุดท้าย?) ในทางการเมืองเอาไว้ได้ นอกจากภาคใต้ที่ตนเองยังครองความนิยมอยู่ (ยกเว้นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ 11 ที่นั่ง ซึ่งเคยกวาดไปถึง 9 ที่นั่ง แต่คาดว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากสถานการณ์ยังเป็นอยู่แบบนี้น่าจะหลุดกว่าครึ่ง)

หลายเสียงท้วงติงเชิงให้สติพรรคประชาธิปัตย์ว่าอย่ามัวแต่ดีใจไป ซึ่งผมก็เห็นด้วย เพราะคะแนนที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้รับ คือ 1,256,349 คะแนนนั้น แม้จะเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วราวๆ 3 แสนคะแนนบวกลบ แต่ประเด็นที่น่าจับตากว่าคือคะแนนที่ พล.ต.อ.พงศพัศ ในฐานะตัวแทนของพรรคเพื่อไทยได้รับ คือ 1,077,899 คะแนน เพิ่มขึ้นถึงราวๆ 4 แสนคะแนน

เป็นการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ และยังลดช่องว่างของคะแนนระหว่างผู้สมัครทั้งสองพรรคจากราวๆ 3 แสนคะแนน เหลือไม่ถึง 2 แสนคะแนนด้วย!

ยิ่งเมื่อดูคะแนนรายเขตจาก 50 เขตปกครองของ กทม. จะพบว่า พล.ต.อ.พงศพัศ ได้รับชัยชนะถึง 11 เขต ซึ่งมากกว่าที่ตัวแทนของพรรคเพื่อไทยทำได้ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว หนำซ้ำหลายเขตที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้รับชัยชนะ ก็ชนะไปแบบเฉียดฉิวหลักร้อยคะแนน

นี่คือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องนำมาพิจารณา และอย่าเพิ่งรีบประกาศในท่วงทำนองฮึกเหิมเลยว่าจะพา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เพราะต้องไม่ลืมว่า ชัยชนะที่ได้รับมาแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณภาพตัวผู้สมัคร ผลงาน หรือนโยบายที่พรรคนำเสนอแต่อย่างใด เท่าที่ถามคนไปหย่อนบัตรและกาเบอร์ 16 หลายคนบอกว่า "ฝืนใจเลือก" เพราะกลัวถูก "กินรวบประเทศไทย" และ "บริหารแบบไร้รอยต่อ" ซึ่งเป็นที่รู้ๆ กันว่าการบริหารงานของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยถูกกดปุ่มมาจากคนที่อยู่นอกประเทศ

ผมเห็นด้วยกับ อ.ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ที่เขียนในเฟสบุ๊คเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ปฏิรูปการทำงานการเมืองครั้งใหญ่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าผลงานการบริหารทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่นอย่าง กทม. แทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ประชาชนนึกถึงและตัดสินใจลงคะแนนให้ ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เที่ยวนี้ เป็นเพราะคนกรุงเทพฯ "โหวตเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อสกัดไม่ให้พรรคการเมืองอีกข้างรวบอำนาจเชิงสัญลักษณ์ได้เท่านั้นเอง

อ.ศศิน เสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ทำงานเชื่อมร้อยกับภาคประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งผมเห็นด้วย 100% และยังอยากเสริมว่าให้ทำงานในแง่ "สาระ" มากกว่า "วาทกรรม" ดังเช่นที่ผ่านๆ มา การโหวตเชิงยุทธศาสตร์ทำให้เห็นแล้วว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่รับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น และ "คิดเป็น" ไม่ใช่เลือกเพราะเป็นทาสพรรคการเมือง

คะแนนของ พล.ต.อ.พงศพัศ ที่ไล่จี้ใกล้เข้ามา ทำให้เห็นว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.เที่ยวต่อไป ผลอาจไม่ออกมาแบบนี้ก็ได้ เพราะคนที่ไม่ได้ใส่ใจความหลังเรื่อง "เผาเมือง" ก็มีเป็นล้านเหมือนกัน

มองจากคะแนนที่ออกมา ผู้สมัครอิสระแทบจะตกหายไปจากความสนใจของผู้คน ชี้ให้เห็นว่า "ระบบ 2 พรรคใหญ่" กำลังปรากฏชัดเจนขึ้นในระบอบการเมืองแบบไทยๆ แต่หากมองการเลือกตั้งระดับประเทศ จะพบว่าคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ยังห่างไกลพรรคเพื่อไทยมาก

นักวิชาการที่ประกาศตัวเป็นเสื้อแดง และไม่ได้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์หลายคน ยังเคยพูดว่าอยากให้พรรคประชาธิปัตย์เข้มแข็งกว่านี้ มีฐานเสียงใกล้เคียงกันมากกว่านี้ เพื่อถ่วงดุลพรรคเพื่อไทยไม่ให้อยู่ในสถานะ "กินรวบ" โดยปราศจากการตรวจสอบ และเปิดให้ประชาชนได้โหวตโดยมี "นโยบาย" เป็นตัวตัดสินจริงๆ

ปัญหาจึงอยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์ว่าจะสลัดรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ ทิ้งได้สำเร็จหรือไม่เท่านั้นเอง!