ปักกิ่งคึกคักมาหลายวันแล้ว เป็นการประชุมประจำปีครั้งสำคัญ เพราะวันนี้สภาแห่งชาติประชาชน
(National People’s Congress หรือ NPC) จะประกาศตัวประมุข, นายกฯ, และผู้พิพากษาสูงสุดอย่างเป็นทางการ
อีกทั้งคณะกรรมการถาวร และคณะรัฐมนตรี ที่เรียกว่า State Council ก็จะประกาศตั้งอย่างเป็นทางการวันนี้เช่นกัน
แปลว่า สีจิ้นผิง จะมาแทนหูจิ่นเทา ในตำแหน่งประธานาธิบดี
และ หลี่เค่อเฉียง จะมานั่งเก้าอี้นายกฯแทน เวินเจียเป่า
เป็นการผลัดใบครั้งสำคัญของจีน ที่จะสะท้อนการเปลี่ยนโฉมหน้าของผู้นำท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ผิดแผกไปจากเมื่อห้าปีก่อนอย่างเปรียบกันไม่ได้เลย
การประชุมของสภาประชาชน ครั้งที่ 12 นี้ ตรงกับการประชุม “สภาที่ปรึกษาการเมือง” หรือ National Committee of the Chinese People’s Political Consultative Conference (CPPCC) ครั้งที่ 12 เช่นกัน
การประชุม CPPCC มีสมาชิก 2,237 คน เริ่มมาแล้วตั้งแต่วันอาทิตย์ ส่วนของ NPC จะเริ่มวันนี้และมีตัวแทนประชาชนจากทั่วประเทศ 2,987 คน เขาถือว่าเป็นสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนจากทุกภาคส่วนและทำหน้าที่ “ลงมติเลือกตั้ง” ผู้นำชุดใหม่ซึ่งเสนอโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือ Communist Party of China (CPC) ที่ได้ประกาศก่อนหน้านี้แล้ว
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นเพียง “ตรายาง” ที่จะประทับความชอบธรรมให้กับข้อเสนอของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ในช่วงหลังนี้ผู้นำจีนก็พยายามจะให้ “สภา” และ “สภาที่ปรึกษา” มีบทบาทมากขึ้น สามารถแสดงความคิดเห็นกว้างขวางมากขึ้น และมีความเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ ที่เป็น “ข้อเสนอแนะ” ที่สื่อมวลชนจีนก็กล้ารายงานตรงไปตรงมามากขึ้นในบางเรื่อง
ที่ผู้นำจีนต้องเปิดกว้างขึ้นเพราะเครือข่ายสังคมหรือ Social Media เช่น “เวยโป๋” ที่เป็นเหมือนทวิตเตอร์ของจีน กลายเป็นแหล่งของการแสดงความเห็นของประชาชนอย่างคึกคักและสามารถวิพากษ์วิจารณ์การเมือง และสังคมได้อย่างดุเดือดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
Sina Weibo ซึ่งเป็นเครือข่ายสังคมที่ใหญ่ที่สุดของจีนบอกว่า มีสมาชิกกว่า 500 ล้านรายแล้ว เท่ากับกระโดดขึ้นมา 74% ภายในหนึ่งปี และทุกวันมีคนเข้ามาเขียนข้อความแสดงความเห็นในเว็บไซต์แห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 46.2 ล้านคน
ดังนั้น เหล่าบรรดาผู้แทนประชาชนและที่ปรึกษา ที่มารวมตัวกันกว่า 5,000 คนจะทำตนเป็นแค่กระบอกเสียงของพรรคหรือรัฐบาลไม่ได้อีกต่อไป ต้องมีบทบาทที่สะท้อนถึงหน้าที่งานการของตนมากกว่าเก่า เพราะหาไม่แล้วจะถูกประชาชนที่เข้าไปเล่น “เวยโป๋” ทั้งหลายตั้งคำถามและทำหน้าที่แทนได้ง่าย ๆ
ประเด็นปัญหาที่จะถกกันในการประชุมมาราธอน (ประมาณสองสัปดาห์) มีมากมายหลายเรื่องตั้งแต่การลดช่องว่างคนรวยคนจน, การปราบคอร์รัปชัน, ปรับโครงสร้างภาษี, และสิ่งแวดล้อมที่กำลังกลายเป็นเรื่องร้อนที่ผู้นำจีนไม่อาจจะมองข้ามได้
เพราะแม้จะสามารถทำให้ผู้แทนหลายพันคนที่มาร่วมประชุมเอออวยตามแกนนำของพรรคได้ แต่การกระจายตัวของเว็บไซต์ออนไลน์ทำให้ไม่สามารถจะปกปิดประเด็นความเดือดร้อนของประชาชนได้อีกต่อไป
ผู้นำจีนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านที่เป็นเรื่องท้าทายความสามารถในการบริหารนโยบายต่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน
แกนนำจีนรุ่นใหม่ต้องแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมจะเป็นประเทศใหญ่ที่มีความรับผิดชอบและไม่เป็นเหตุที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้เสื่อมทรุดลงไป เพราะหากเป็นเช่นนั้น, จีน จะถูกมองว่าเป็น “นักเลงปากซอย” ที่จะทำให้เสียความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของเอเซีย
คณะกรรมการถาวร 250 คนของสภา NPC ที่จะมีการ “เลือกตั้ง” ปีนี้จะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเป็นตัวเชื่อมระหว่างพรรค, รัฐบาลกับสภา เพราะจากนี้ไป พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะไม่สามารถบริหารประเทศด้วย “กำปั้นเหล็ก” อย่างแต่ก่อน หากแต่จะต้องเปิดทางให้มีการแสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์อย่างทั่วถึงมากกว่าเดิมหลายเท่า
ที่เห็นเป็นปรากฏการณ์ใหม่คือการประกาศไม่ปิดถนนในปักกิ่งเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มาเพื่อให้รถของตัวแทนสภาและที่ปรึกษากว่า 5,000 คนมาร่วมประชุมทุกวันได้อย่างสะดวก ไม่ต้องเจอปัญหาจราจรติดขัดเหมือนชาวบ้าน
และเมื่อผู้นำได้ประกาศ “บัญญัติ 8 ประการ” เมื่อเดือนที่แล้ว ห้ามข้าราชการชั้นสูงทำตัวอย่างที่ไม่ดีในฐานะอภิสิทธิ์ชน ตำรวจจึงไม่ปิดถนน และไม่มีรถนำขบวนของผู้เข้าร่วมประชุม
อย่างน้อยนี่ก็แสดงถึงความก้าวหน้าทางด้านนโยบายของผู้นำจีนรุ่นใหม่นี้ที่เป็นรูปธรรมที่สุด
ผมจึงเชื่อว่า ผลัดใบใหญ่ที่จีนครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงที่มีมากกว่าแค่ลีลาเท่านั้น หากแต่จะมีเนื้อหาสาระใหม่ ๆ ที่น่าสนใจยิ่งอีกหลายประการด้วย
สำหรับผู้ที่สนใจว่า โลกอีกสองสามปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามด้วยใจระทึก!






