วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ว่า กทม. กับ ‘มหานครกรุงเทพ’

ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครคนที่16 จะมาแบบ “ไร้รอยต่อ” หรือ “รอยต่อ” อย่าลืมว่าภารกิจข้างหน้ารอสะสางมากมายมหาศาล

ตามตัวเลขทะเบียนราษฎร์มีประชาชนผู้มีสิทธิ์ใช้เสียงเลือกตั้งกว่า 4.3 ล้านคน หากแต่จำนวนประชากรอัดแน่นอยู่ในกรุงเทพฯ ศูนย์กลางความเจริญสูงสุด จากการคาดการณ์ของภาคธุรกิจระบุว่าวันนี้พุ่งสูงถึง 18 ล้านคนทีเดียว ช่างเต็มไปด้วยผู้คนและปัญหา!!

ความเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจท่ามกลางพลเมืองหนาแน่น จากหลากหลายที่มา ทั้งคนท้องถิ่น คนทำงาน นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ เงินทุนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามา กทม.ยึดครองพื้นที่ ธุรกิจการค้า แม้จะผลักดันให้เกิดความเจริญ เศรษฐกิจขยายตัว แต่การเติบโตของ “สังคมเมือง” ก่อปัญหารอบด้านไม่ว่าจะเป็นการจราจร ที่อยู่อาศัย มลพิษ สุขภาพ การศึกษา สังคม ยาเสพติด วัฒนธรรม การคอร์รัปชั่น

การบริหารงาน “ภาครัฐ” ใต้วังวนของปัญหาการเมือง!! ทำให้การขับเคลื่อนโครงการต่างๆ “สะดุด” เป็นระยะ “โรดแมพ” จากนโยบายก่อนได้รับการเลือกตั้งยังคงรักษาสถานะโฆษณา (ชวนเชื่อ) ได้ดี

“นักการเมืองสนใจแต่ ปีสองปีแรก 2 ปีหลังก็ใส่เกียร์ว่าง” เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนระบุ

จะทำอย่างไรให้ ‘มหานครกรุงเทพ’ หน้าตาของประเทศไทยสะอาด สะดวก สบาย และปลอดภัยต่อเนื่องและยั่งยืน

ความเป็นศูนย์กลางแห่งภูมิภาคอาเซียนของประเทศไทย ถนนทุกสายต่างมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ถึงเวลายกเครื่อง-พลิกโฉมหน้าเมืองหลวงใหญ่แห่งนี้อย่างจริงจังหรือยัง ท่ามกลาง”ผู้คน” ยังเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การเติบโตและปัญหาย่อมเติบโตเป็นเท่าทวีคูณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เอกชนหลายฝ่าย เสนอกรอบการพัฒนา กทม. ด้วยการยกระดับแต่ละทำเลเป็น “ซับเซ็นเตอร์” หรือ “ย่านพิเศษ” พร้อมเชื่อมด้วยระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน เช่นเดียวกัน ย่านราชประสงค์ สยาม สีลม ที่เห็นภาพการพัฒนาเป็น “ย่านพิเศษ” มีความโดดเด่น เป็นที่จดจำ สร้างงานและการเติบโตของกำลังซื้อ เศรษฐกิจ

“หากกระจายย่านพิเศษ หรือ สเปเชียลทาวน์เหล่านี้ออกไปในย่านต่างๆ ความแออัด หนาแน่นจะไม่กระจุกตัวอยู่แหล่งเดียว เป็นการขยายเมือง สร้างสังคมเมืองใหม่ๆ ซึ่งในกรุงเทพฯ มีหลายทำเลที่กำลังได้รับการพัฒนาที่รัฐจะต่อยอดเป็นย่านพิเศษวางผังเมืองใหม่แก้ปัญหารอบด้านไปด้วยในตัว”

ประการสำคัญ การพัฒนา “ย่านพิเศษ” ที่กำลังถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐ มี “กฎหมายพิเศษ” ขึ้นมารองรับ เพื่อสามารถจัดเก็บภาษีพิเศษขึ้นมาบำรุงย่านนั้นๆ เป็นโมเดลที่ตอบโจทย์ “เมืองที่น่าอยู่” ต่อยอดจากเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนในย่านนั้นๆ

กระบอกเสียงผู้ว่า กทม. ไม่ใช่หมดหน้าที่แค่เลือกคนถูกใจเข้ามา แต่ต้องติดตามและ “กระทุ้ง” พันธกิจที่มีต่อกันก่อเกิดเป็นรูปธรรม