วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จราจร-มลพิษ-น้ำเสีย ท้าทาย”ผู้ว่าคนใหม่”

วันนี้คงจะรู้ผลเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครกันไปแล้ว แต่ไม่ว่าใครคือผู้ที่จะเข้ามาบริหารจัดการปัญหาเมืองที่มีมากมายและทับถมกันมานาน

แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ได้รับเลือกตั้ง ปัญหาที่เขาจะต้องแก้ไขไม่ใช่แค่ปัญหาท้องถิ่นอีกต่อไป เพราะไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นอกจากนี้การเติบโตของกรุงเทพมหานคร เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถในการแก้ไขปัญหาของผู้ว่าคนใหม่ปัญหาจราจรในกทม. ที่ส่งผลกระทบหลักต่อคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพ
ผลสำรวจอากาศในกทม.ซึ่งมูลนิธิโลกสีเขียวได้วัดจากตัวไลเคนชี้ชัดว่าเขตพื้นที่ที่จราจรติด หนักจะมีคุณภาพอากาศแย่มากเพราะแม้แต่ไลเคนยังไม่สามารถมีชีวิตรอดได้

ขณะที่พบด้วยว่าปัจจุบันการสัญจรของรถยนต์ต่างๆใน 1 วันใช้พื้นที่มากถึง 18 ล้านเที่ยว โดยจำนวน 95% เป็นการใช้พื้นที่สัญจรโดยรถส่วนตัว และส่วนสัดส่วนของรถเมล์ที่อยู่แค่ 1-2 หมื่นคัน ส่วนรถไฟฟ้ามีเพียง 2.5% เท่านั้น ตรงนี้สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของการจราจรในกทม.

ส่วนจักรยานเป็นพาหนะที่เล็กมาก เดินทางมีประสิทธิภาพ และจักรยานใช้แรงคนแต่กลับหาพื้นที่ได้น้อยมาก มูลนิธิโลกสีเขียวเคยสำรวจในช่วง 2-3 ปีพบว่าคนกรุงเทพก็อยากขี่จักรยานถึง 86% ถ้ามีความปลอดภัย มีเพียง 5% ที่ห่วงว่าอากาศร้อนเท่านั้น

นโยบายเส้นทางจักรยานและการเพิ่มจักรยานไม่มีความชัดเจนของผู้ว่ากรุงเทพมหานครไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน และไม่มีใครกล้าแตะเรื่องลดความสะดวกของรถยนต์ส่วนตัวเลยมีแต่พูดเรื่องระบบสาธารณะให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตามข้อเสนอของคนกทม.เองก็อยากให้จะแบ่งให้ทางจักรยานเป็นระบบสาธารณะอย่างหนึ่ง ดังนั้นถ้าจะให้ทางจักรยานเป็นทางลือกของคนกทม.ต้องเริ่มจากทางจักรยานที่มีอยู่เดิม และขยายเพิ่มมากขึ้นพร้อมกับมาตรการทำถนนให้ปลอดภัย

นอกจากนี้ต้องบอกถึงเรื่องพื้นที่สีเขียว ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกกำลังไปในแนวทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นเซียงไฮ้ของประเทศจีน ถึงจะพัฒนาเมืองแต่มาตรฐานพื้นที่สีเขียวของเขาสูงมาก39 ตร.มต่อหัว เช่นเดียวกับสิงคโปร์ 66 ตร.ม.ต่อหัว

ส่วนกทม. มีพื้นที่สีเขียวอยู่ไม่ถึง 3-4 ตร.ม.ต่อหัว ต่ำกว่ามาตรฐานโลกที่มีถึง 30 ตร.ม.ต่อหัว ดังนั้นถ้ากทม. ยังพัฒนาเมืองยังมุ่งเติบโตไปในแนวทางนี้ ก็คงจะลำบาก

การจัดการขยะต้องหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมไม่ก่อมลพิษ และคัดแยกขยะที่เป็นระบบจากที่บ้าน เช่นเดียวกับระบบบำบัดน้ำเสีย ต้องใช้เงินเป็นแสนล้านในการลงทุนสร้างระบบบำบัดน้ำเสีย ขณะที่การบังคับเก็บค่าน้ำเสียในตอนนี้ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้เลย

ปัญหาท้าทายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้ว่าคนใหม่ต้องเร่งสะสางตั้งแต่วันนี้เพราะหากไม่ทำอนาคตกทม.คงไม่สดใสแน่

โดยสรุปว่าแล้ว ปัญหาของผู้ว่าคนใหม่ที่ต้องทำคือทำให้กทม. เป็นเมืองที่สะอาดมีสิ่งแวดล้อมที่ดี คงต้องใช้เวลาหลายปีและต้องอาศัยการเปลี่ยนวิธีคิดทางความคิดของผู้ว่า กทม.ที่ยึดแนวทางทำให้กรุงเทพน่าอยู่ ทำให้สภาพแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนดีขึ้น