ผลกระทบจากพม่าหยุดส่งก๊าซชั่วคราว เพื่อหยุดซ่อมแท่นขุดเจาะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณสำรองไฟฟ้าในประเทศ
และขณะนี้ได้เกิดความกังวลว่าจะเกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย อาทิ ชาวบ้านวิตกกังวลว่าจะเกิดการขาดแคลนก๊าซหุงต้ม อีกทั้งในบางพื้นที่ก็เริ่มวิตกกังวลว่าจะเกิดไฟตก หรือไฟดับในช่วงเวลาวิกฤติ โดยเฉพาะในวันที่ 5 เม.ย. ซึ่งหน่วยงานของรัฐเห็นว่าเป็นวันที่อาจเข้าขั้นวิกฤติที่สุดในปีนี้ โดยประเมินว่าสภาพอากาศจะร้อนที่สุดและจะมีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุด
ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่ามาตรการของรัฐบาลที่พยายามแก้ปัญหาให้ประชาชนประหยัด รวมทั้งการประสานงานกับภาคเอกชนให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทให้หยุดผลิตในช่วงดังกล่าว หรืออย่างน้อยก็ช่วยประหยัดการใช้พลังงาน ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ หรือ ยังไม่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าความร่วมมือประหยัดพลังงานนั้นจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องรีบประเมินว่าเหตุใดมาตรการที่ขอความร่วมมือไปนั้นทำให้เกิดการตื่นตระหนก
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งของความไม่เชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่มีความมั่นใจว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมักจะออกมาพูดถึงมาตรการต่างๆ กันคนละที แทนที่จะพูดถึงแผนเดียวทั้งหมดในคราวเดียวกัน ซึ่งอย่าลืมว่ารัฐบาลมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าและการจัดหาหลายหน่วยงาน ดังนั้นหากปล่อยให้พูดกันคนละทีสองทีก็อาจสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ทางแก้ไม่ให้เกิดการตื่นตระหนก รัฐบาลต้องนั่งแถลงให้ชัดเจนในคราวเดียวกัน
ความตื่นตระหนกส่วนหนึ่งอาจมาจากกระทรวงพลังงานเอง ที่ออกประกาศว่าสถานการณ์ด้านพลังงานจะอยู่ในขั้นวิกฤติในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์อาจไม่ถึงเข้าขั้นวิกฤติก็เป็นได้ เพราะหากติดตามหน่วยงานด้านกำกับดูแลด้านพลังงาน จะเห็นว่ามีการเตรียมตัวไว้แล้วว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ซึ่งก็ได้ยอมรับว่ามีการเตรียมการสำหรับใช้เชื้อเพลิงอื่น คือ น้ำมัน แทนก๊าซธรรมชาติไว้แล้ว และได้คิดค่าไฟฟ้าถัวเฉลี่ยในรอบนี้ไปในบิลเก็บค่าไฟฟ้าแล้วเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นการเตรียมรับสถานการณ์โดยใช้น้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้าแทนนั้น อาจส่งผลให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น แต่คำถามก็คือทำไมประชาชนทั่วไปไม่ทราบว่าหน่วยงานด้านพลังงานได้คิดค่าไฟฟ้าไปแล้วในรอบบิลนี้ และนั่นแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์พลังงานของไทยยังไม่ถึงระดับวิกฤติ แต่ที่วิกฤติคือรัฐบาลต่างหาก เนื่องจากการขึ้นค่าไฟฟ้าถือว่าเป็นเรื่องอ่อนไหวมากสำหรับทุกรัฐบาล แต่คำถามก็คือการแถลงของหน่วยงานรัฐเหล่านี้ ทำไมจึงไม่บอกความจริงที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน แต่บอกกันทีละส่วน
เราเห็นว่ากรณีความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น มาจากรัฐบาลโดยตรง ที่ไม่พยายามชี้แจงอย่างครบถ้วนตั้งแต่แรก และหากรัฐบาลหรือหน่วยงานด้านพลังงานยอมเปิดเผยสถานการณ์ตั้งแต่ปีที่แล้วที่มีการประชุมรับสถานการณ์ เราเชื่อว่าประชาชนอาจไม่ตื่นตระหนกเหมือนปัจจุบัน หากรัฐบาลยอมรับว่าจะต้องขึ้นค่าไฟฟ้าด้วยเหตุผลดังกล่าวเป็นการชั่วคราว เราก็เชื่อว่าคนไทยน่าจะรับได้ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นอีกบทเรียนหนึ่งของนักการเมืองที่ต้องจดจำไว้ว่าการบริหารการเมืองมากเกินไป ผลสุดท้ายก็หนีความจริงไม่พ้น รัฐบาลต้องบอกสถานการณ์ที่แท้จริง จึงจะเป็นวิธีการรับกับปัญหาที่แท้จริง






