สมาคมตราสารหนี้ เผย ยอดถือครองตราสารหนี้ของต่างชาติสุทธิ 7.9 แสนล้านบาท สัดส่วนระยะสั้นเพิ่มเป็น 37%
คาดเงินยังไหลเข้าต่อเนื่อง ขณะที่ "ประสาร" เผย เงินบาทเริ่มเคลื่อนไหวตามภูมิภาค ยันไม่แทรกแซง ย้ำเตรียมพร้อมมาตรการดูแล-ลดผลกระทบทุนเคลื่อนย้าย
เงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเริ่มชะลอในเดือนก.พ. แต่ยังมีทิศทางไหลเข้าต่อเนื่องจากสภาพคล่องล้นในประเทศอุตสาหกรรม โดยตัวเลขสะท้อนเงินทุนจากต่างชาติเห็นชัดที่สุด คือ ยอดถือครองตราสารหนี้สุทธิของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ
นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า ในช่วงสองวันหลังธปท.คงดอกเบี้ยนโยบาย นักลงทุนต่างชาติยังซื้อวันต่อละ 4-5 พันล้านบาท ในขณะที่อัตราผลตอบแทน หรือ yield curve ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 3.2%
แม้ว่าบางส่วนจะดึงเงินกลับจากข้อกังวลเรื่องธนาคารกลางสหรัฐอาจจะถอนมาตราคิวอี เร็วกว่ากำหนดเดิม แต่สภาพคล่องยังล้นมาจากประเทศญี่ปุ่นและยุโรป จึงคิดว่าเงินทุนยังจะไหลเข้าตลาดพันธบัตร
"นักลงทุนต่างชาติถือพันธบัตรอายุสั้นมากขึ้น หรืออายุต่ำกว่า 1 ปี จากปีที่แล้วที่ 30% มาเป็น 37% ของยอดถือคงค้าง 7.9 แสนล้านบาทในปีนี้ เงินอาจจะไหลออกจากตลาดพันธบัตรหากรัฐบาลมีมาตรการสกัดการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดการไหลบ่าของเงินทุนต่างชาติ" นายนิวัฒน์ กล่าว
ด้าน นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในช่วงสองวันหลังธนาคารแห่งประเทศไทยคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นักลงทุนต่างชาติยังซื้อวันต่อละ 4-5 พันล้านบาท ในขณะที่อัตราผลตอบแทน หรือ yield curve ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก โดยผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 3.2%
"แม้บางส่วนจะดึงเงินกลับจากข้อกังวลเรื่องธนาคารกลางสหรัฐอาจจะถอนมาตราคิวอี เร็วกว่ากำหนดเดิม แต่สภาพคล่องยังล้นมาจากประเทศญี่ปุ่นและยุโรป จึงคิดว่าเงินทุนยังจะไหลเข้าตลาดพันธบัตร"
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติถือพันธบัตรอายุสั้นมากขึ้น หรืออายุต่ำกว่า 1 ปี จากปีที่แล้วที่ 30% มาเป็น 37% ของยอดถือคงค้าง 7.9 แสนล้านบาทในปีนี้ ดังนั้น เงินอาจจะไหลออกจากตลาดพันธบัตร หากรัฐบาลมีมาตรการสกัดการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น
มติ กนง.ไม่มีผลตลาด
ด้าน นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่าตลาดตราสารหนี้ค่อนข้างนิ่งทั้งก่อนและหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจเพราะตลาดส่วนใหญ่มองว่าไม่น่าจะมีการลดดอกเบี้ยนโยบาย แม้จะมีโอกาสในการประชุมครั้งนี้
"มีนักลงทุนสถาบันในประเทศเพียงบางส่วน ที่อาจมีการขยายอายุตราสารออกไป เพื่อลุ้นการลดดอกเบี้ยอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก จึงทำให้ก่อนการประชุม และหลังการประชุมอัตราผลตอบแทนของตลาดตราสารหนี้ (YIELD) ในตลาดมีความผันผวนในกรอบแคบเพียงเล็กน้อย แต่ภาพรวมค่อนข้างนิ่งและทรงตัว"
นางสาวอริยา กล่าวว่า หากมองช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เชื่อว่าโอกาสลดดอกเบี้ยมีน้อยลง จากปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน ที่จะกดดันทิศทางดอกเบี้ยในประเทศมากยิ่งขึ้น
แรงซื้อต่างชาติชะลอตัว
"ภาพรวมของนักลงทุนต่างชาติช่วงเดือนก.พ. (1-15 ก.พ.) แรงซื้อชะลอตัวลงข้างชัดเจน ปัจจัยหลักเป็นเรื่องการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐเกี่ยวกับการชะลอมาตรการกระตุ้นแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และเรื่องเพดานหนี้ ตลอดจนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั้งของสหรัฐและยุโรปเอง ปัจจุบันดอกเบี้ยของไทยมีผลไม่มากนัก"
นางสาวอริยา ยังกล่าวอีกว่า เมื่อสิ้นปี 2555 ต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้สุทธิ 710,000 ล้านบาท จากนั้นในเดือนม.ค. 2556 มียอดซื้อสุทธิเข้ามา 110,000 ล้านบาท และในช่วงครึ่งเดือนก.พ. ซื้อสุทธิอีก 41,000 ล้านบาท ทำให้ยอดถือครองนักลงทุนต่างชาติสุทธิ เพิ่มขึ้นเป็น 790,000 ล้านบาท
"จะเห็นว่าแรงซื้อส่วนใหญ่อยู่เดือนม.ค. ขณะที่เดือนก.พ.ชะลอไปชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นการซื้อเข้ามาในตราสารหนี้ระยะสั้นและในช่วงหลังเม็ดเงินที่ซื้อก็ไม่ใช่เม็ดเงินใหม่ แต่น่าจะเป็นเม็ดเงินจากตลาดหุ้นที่นำมาพักไว้มากกว่า"
นางสาวอริยา กล่าวว่า ปัจจัยต่างประเทศยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบเม็ดเงินเคลื่อนย้าย เพราะที่ผ่านมาทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องที่ล้นระบบที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย รวมไทยด้วย
"ประสาร"ชี้เงินบาทเริ่มนิ่งตามภูมิภาค
ด้าน นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าสถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้ายในปัจจุบันนั้น จะเห็นว่าช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของเงินบาทเองค่อนข้างนิ่ง โดย ธปท.เองก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าเกาะกลุ่มกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค
ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์วานนี้ ยังมีทิศทางแข็งค่าตามสกุลเงินภูมิภาค โดยในช่วงท้ายตลาด เคลื่อนไหวอยู่ที่ 29.85/86
นายประสาร กล่าวว่า มาตรการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น ธปท.มีเครื่องมือเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ซึ่งมีตั้งแต่การใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นเป็นตัวดูแล รวมไปถึงการสนับสนุนให้เงินทุนไหลออกไปลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง หากส่วนงานใดที่ต้องอาศัยอำนาจกระทรวงการคลัง ธปท.ก็ได้ส่งเรื่องให้พิจารณาแล้ว ตลอดจนมาตรการแทรกแซงตลาดที่ต้องดำเนินการในจังหวะเหมาะสม และมาตรการป้องปราม เช่น การรายงานหรือลงทะเบียนเงินที่เข้ามาลงทุน การใช้มาตรการภาษี เป็นต้น
เตรียมพร้อมรับทุนนอกถอนออก
นายประสาร กล่าวด้วยว่า กรณีที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะยุติการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ (คิวอี) นั้น เรื่องนี้ ธปท.ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเอาไว้อยู่แล้ว จะเห็นว่า ธปท. พยายามรักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเอาไว้ แม้จะทำให้ ธปท. ต้องขาดทุน เพื่อรองรับกรณีนักลงทุนต่างประเทศต้องการจะแลกเงินดอลลาร์กลับออกไป
“หากสถานการณ์พลิกผัน เปลี่ยนเป็นมีเงินทุนไหลออกจากไทย เราเองก็มีทุนสำรองที่เพียงพอ ซึ่งขณะนี้มีสูงถึง 2 แสนล้านดอลลาร์” นายประสาร กล่าว
ธปท. เมื่อวานนี้ (22 ก.พ.) เงินสำรองระหว่างประเทศ อยู่ที่ 1.79 แสนล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 15 ก.พ. 2556 โดยลดลงเล็กน้อย จากวันที่ 8 ก.พ. อยู่ที่ 1.80 แสนล้านดอลลาร์






