วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อคนสิงคโปร์ลุกขึ้นประท้วงรัฐบาล : ท่านเห็นเราเป็น ‘แพะ’ หรือไง?

การเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อวันอาทิตย์ก่อน เพื่อคัดค้านนโยบายที่จะเพิ่มประชากร เป็น 6.9 ล้านคน

ภายในปี ค.ศ. 2030 (อีก 17 ปีข้างหน้า) เป็นเรื่อง “ไม่ธรรมดา” ในหลายมิติ

เพราะว่าผู้คนที่ออกมามีจำนวนหลายพันคน และถือป้ายประท้วงด้วยภาษาที่ดุดันอย่างที่ปกติจะไม่ค่อยได้ยินได้ฟังมาก่อน

ป้ายหนึ่งที่ผมเห็นเด่นชัด อ่านได้ความว่า “We Want to be Heard, not Herded.” และอีกป้ายหนึ่งเขียนไว้ว่า “We are NOT your Sheeple” แปลความได้ว่า “เราไม่ใช่แพะของท่าน” และ “เราคือแพะของท่านหรือเป็นประชาชน (เจ้าของประเทศ) กันแน่?”

สิงคโปร์มีปมด้อยเรื่องเป็นเกาะเล็กๆ ที่มีประชากรน้อย จึงต้องดิ้นรนหาทางชักจูงให้หนุ่มสาวแต่งงานเพื่อผลิตพลเมืองให้ได้มากๆ

แต่ก็ยังดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จอย่างจำกัด เพราะหนุ่มสาวสิงคโปร์มุ่งหางานที่เงินเดือนสูง ตำแหน่งดี และไม่ค่อยมีเวลาสำหรับความรัก หรือการใช้ชีวิตแบบคลายเครียดเท่าไรนัก

โครงการ “Love Boat” ที่รัฐบาลอุตส่าห์จัดให้หนุ่มสาวที่เรียนหนังสือจบมหาวิทยาลัย และทำงานทำการแล้วมาพบปะกัน เพื่อจะได้พบรักและแต่งงานกัน เพื่อสร้างลูกช่วยชาติก็ไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก

เพราะว่าอะไรก็ตาม ที่เป็นการบังคับหรือจัดแจงโดยรัฐ ก็มักจะมีแรงจูงใจน้อย หรือไม่ก็อาจจะถูกต่อต้าน (แบบเงียบๆ ตามสไตล์สิงคโปร์) ไปเลย

ผมจึงค่อนข้างจะตื่นเต้นกับเป้าที่รัฐบาลสิงคโปร์ตั้งว่า เกาะน้อยๆ แห่งนี้ (ถูกอดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซียท่านหนึ่ง เรียกเป็น A Little Red Dot on the Map หรือจุดแดงจิ๋วๆ บนแผนที่โลก) ว่า จะต้องมีประชากร 6.9 ล้านคน ภายในปี 2030 หากบรรลุเป้าหมายได้ จะทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความหนาแน่น ประชากรต่อตารางเมตรเป็นอันดับสามของโลกทีเดียว

นี่ไม่ใช่เรื่องล้อกันเล่นในวงเหล้า หากแต่เป็นหัวข้ออภิปรายร้อนแรงในรัฐสภาสิงคโปร์ขณะนี้ เพราะการที่จะเพิ่มจำนวนประชากร 30% ใน 17 ปี เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ใครจะประกาศเป็นนโยบายขึ้นมา โดยไม่มีแผนงานชัดเจนได้

ประเด็นอยู่ที่ว่า รัฐบาลสิงคโปร์จะทำอย่างไร จึงจะน้าวโน้มให้คนสิงคโปร์ยอมปั๊มลูกออกมาอย่างรวดเร็วได้เพียงนี้ ทางหนึ่งก็คือต้องยอมให้คนต่างชาติมาอยู่บนเกาะนี้ง่ายขึ้น

เอกสารทางการเรื่องนี้ ชื่อ Population White Paper หรือ สมุดปกขาว ว่าด้วยการเพิ่มประชากร ซึ่งระบุตัวเลขชัดเจนตามสไตล์สิงคโปร์ ว่า จะเพิ่มจำนวน “ผู้อยู่อาศัยถาวร” หรือ Permanent Residents (PRs) ปีละ 30,000 คน และให้มีพลเมืองใหม่ ที่เขาเรียก new citizens อีก 15,000-25,000 คนต่อปี ซึ่งก็แปลว่า พอถึงปี 2030 เกือบครึ่งของประเทศ หรือ 45% จะเป็นคนต่างด้าว

สิงคโปร์ทั้งเกาะ มีเนื้อที่ 710 ตารางกิโลเมตร (ภูเก็ตของเรากว้าง 543 ตารางกิโลเมตร) เท่านั้น ทุกวันนี้มีประชากร 5.3 ล้านคน ซึ่งก็ทำให้เกิดปัญหาความแออัดยัดเยียดในเรื่องที่อยู่อาศัย การขนส่งและงบประมาณรักษาพยาบาลประชาชนมากขึ้นทุกวันอยู่แล้ว

แต่ผู้นำสิงคโปร์มุ่งมั่นที่จะสร้างประชากรให้มากขึ้น เพราะต้องการจะสถาปนาตัวเองเป็น “เมืองระดับโลก” ที่จะต้องมีผู้คนมากหน้าหลายตาพอสมควร

อีกเหตุผลหนึ่ง คือ การที่จะต้องมีจำนวนหัวประชากรมากพอ ที่จะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะหากผลิตอะไรออกมาแล้ว หวังแต่เพียงส่งออกอย่างเดียว ไม่มีตลาดของผู้บริโภคในประเทศที่ใหญ่พอ ก็คงไม่สามารถสร้างภูมิต้านทานทางเศรษฐกิจให้กับตนได้เพียงพอ

แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะเปิดประตูอ้าซ่าเพื่อรับคนจากข้างนอก โดยไม่ตรวจคุณสมบัติล่วงหน้า คนต่างด้าวที่สิงคโปร์ประกาศใน “สมุดปกขาว” เล่มนี้ ว่าต้องการจะได้คือ

1. คนทำงานด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะสำหรับคนแก่
2. คนงานทักษะต่ำเพื่องานก่อสร้าง ขายปลีกและบริการอาหาร
3. คนเก่งที่มีความรู้ความสามารถพิเศษที่เขาขาดแคลนอยู่

และหากจะทำให้แผนงานนี้เป็นจริงได้ เขาจะต้อง
1. เพิ่มพื้นที่ประเทศ 8% ด้วยการถมทะเล
2. สร้างบ้านใหม่อีกอย่างน้อย 700,000 หลัง
3. เพิ่มรางรถไฟฟ้าอีกหนึ่งเท่าตัว
4. ปรับแผนสาธารณสุขเพื่อชาวบ้านให้มีผลเร็วกว่าเดิม 10 ปี

แผนที่ว่านี้ถูกต่อต้านโดยพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งแม้จะมีจำนวนน้อย แต่ก็เป็นครั้งแรกที่มีเสียงคัดง้างในสภาอย่างร้อนแรงและเป็นระบบ ประชาชนจำนวนหนึ่งก็เห็นว่า โครงการนี้ของรัฐบาลไม่เข้าท่า ต้องการจะให้รัฐบาลปรับแผน ไม่ต้องตั้งเป้าเพิ่มประชากรอย่างเร่งร้อนอย่างนั้น

แต่รัฐบาลบอกว่า เรื่องนี้แม้ว่าจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชน และไม่ใช่เรื่องควรจะกระทำทางการเมือง แต่เป็น “ความจริงที่เราต้องเผชิญ” เพราะหากไม่ทำอะไร จำนวนประชากรสิงคโปร์จะหดตัวไปครึ่งหนึ่ง ทุกสองชั่วอายุคน

เขากลัวจริงๆ ว่า ถ้าไม่เร่งผลิตคน และยอมให้คนต่างชาติเข้ามาเป็นพลเมืองได้ อีกหน่อยเขาจะเหลือคนจำนวนน้อย ถึงขนาดว่า ตื่นเช้าขึ้นมาวันหนึ่ง อาจถูกน้ำทะเลท่วมหายไปจากโลกได้!