กรณี นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่าต้องการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดคุณสมบัติขององค์กร หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นขอจัดสรรใบอนุญาต (Beauty Contest) ทีวีดิจิทัล ประเภทสาธารณะ 12 ช่อง ซึ่งถือเป็นประเภทแรก จากทั้งหมด 48 ช่อง ที่กสทช.กำหนดกรอบเวลายื่นขอรับใบอนุญาตในราวเดือนมี.ค.2556และพิจารณาออกใบอนุญาตในเดือน พ.ค.2556
ทั้งนี้ กสทช.และกสท. หวังว่าภายใต้หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตกิจการวิทยุและโทรทัศน์ดังกล่าวจะมีความโปร่งใสมากกว่าระบบสัมปทานในอดีต ที่เอื้อประโยชน์ให้กับเฉพาะกลุ่ม ทั้งๆที่เป็นสมบัติสาธารณะ แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สรุปหลักเกณฑ์การให้ใบอนุญาต ดังนั้นหากจะมีการเปิดรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง น่าจะทำให้ได้รับข้อมูลรอบด้านมากขึ้น และนำไปสู่การออกหลักเกณฑ์ที่โปร่งใส ซึ่งผลที่ได้ตามมาก็คือกสทช.และกสท.จะไม่เผชิญกับข้อครหาในเรื่องการเอื้อประโยชน์เหมือนกรณีคลื่น 3 จีที่ผ่านมา
ที่ผ่านมา การเปิดประมูลคลื่นความถี่ หน่วยงานผู้เปิดประมูลมักจะถูกข้อครหาอยู่เสมอว่าผู้เข้าร่วมประมูลวิ่งเต้น จ่ายใต้โต๊ะ การออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม ดังนั้นหากจะให้เกิดความโปร่งใสในการประมูลในครั้งนี้ กสทช.และกสท.จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่รัดกุมอย่างมาก และวิธีที่จะได้มาซึ่งหลักเกณฑ์เหล่านี้ก็คือการฟังความเห็นของส่วนอื่นในสังคม เพราะอย่าลืมว่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลเป็นสมบัติสาธารณะที่ต้องให้ทุกภาคล้วนแต่เป็นผู้มีส่วนได้เสียทั้งสิ้น
แต่จนถึงขณะนี้ เราไม่รู้ว่ากสทช.จะมีขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ เพราะหากตามกรอบเวลาก็ถือว่ากสทช.จะต้องเริ่มดำเนินการแล้ว และเมื่อคนยังตั้งข้อสงสัยเรื่องหลักเกณฑ์การขอใบอนุญาต ก็อาจทำให้การเปิดขอใบอนุญาตครั้งนี้มีปัญหาภายหลังได้ ยิ่งกว่านั้น ยังมีประเด็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากทีวีอีก 12 ช่อง ซึ่งยังไม่มีการประเมินอย่างจริงจังหรือกสทช.แสดงให้เห็นว่ามีการประเมินเรื่องเหล่านี้อย่างไร นอกจากการเปิดให้มีการแข่งขันในการทำเนื้อหาสาระแข่งขันกันเพิ่มขึ้น
ดังนั้น กสทช.ต้องไม่ประเมินความคิดเห็นที่ได้จากเวทีสาธารณะต่ำหรือประเมินว่าจะทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ เพราะในอดีตที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหากมีการเปิดเวทีสาธารณะจะทำให้มีมุมมองต่อเรื่องราวต่างๆได้กว้างขึ้น และบางทีอาจได้ประเด็นสำคัญที่มาจากเวทีสาธารณะก็เป็นได้ ในตรงกันข้าม หากดำเนินการมีลักษณะรวบรัดและดำเนินการไม่โปร่งใส ก็มักจะเกิดปัญหาตามมาภายหลังเสมอ ยิ่งเรามีการตัดสินใจในเรื่องสาธารณะในแคบมากเท่าไร ปัญหาที่ตามมาก็ยิ่งมีมาก
เราเห็นว่าความโปร่งใสของหลักเกณฑ์ทีวีดิจิทัลเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้น และวิธีการให้หลักเกณฑ์เหล่านี้ไม่เกิดข้อสงสัยตามหลัง คือต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นเท่าที่ทำได้ เพราะอย่าลืมว่าคลื่นเป็นสมบัติสาธารณะที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ หากสามารถดำเนินการได้ดี สังคมไทยก็จะได้ประโยชน์โดยรวม เนื่องจากจะมีสื่อเพิ่มมากขึ้น แต่หากไม่โปร่งใสหรือเอื้อประโยชน์ให้กับบางกลุ่ม ก็จะเกิดปัญหาไม่ได้ตามเป้าหมาย และทีวีดิจิทัลที่เป็นความหวังให้มีสื่อที่มีคุณภาพมากขึ้น อาจจะกลายเป็นทีวีของรัฐเพิ่มขึ้นมาและทุกอย่างก็ไม่ต่างจากเดิม






