วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้หนี้เน่าแบงก์รัฐเริ่มที่ใคร.... ?

ข่าวเกรียวกราวรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หนีไม่พ้นหนี้เน่าของธนาคารรัฐ 2 แห่ง ทั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

หรือเอสเอสเอ็มอีแบงก์และธนาคารอิสลามหรืออิสลามแบงก์ จำนวนหนี้เสียพุ่งสูงถึงเกือบ 40 %ของการปล่อยสินเชื่อ

โดยเอสเอ็มอีแบงก์มีหนี้เสีย ณ สิ้นธ.ค. 55 รวมการจัดชั้นตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศแห่งประเทศไทย (ธปท.)ประมาณ 3.19 หมื่นล้านบาท ขณะที่อิสลามแบงก์มีหนี้เสียประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท

สาเหตุที่ที่นำไปสู่หนี้เสียของอิสลามแบงก์ เกิดจากปล่อยสินเชื่อ โดยไม่รอบคอบหรือปล่อยแบบหละลวม ประเมินหลักประกันเกินจริง และ ไม่มีการติดตามหนี้ที่ดีพอ

ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์ก็มีปัญหาคล้ายกัน เกิดจากสินเชื่อนโยบายรัฐ ซึ่งลูกหนี้ส่วนใหญ่ไม่มีหลักประกัน มีสถานประกอบการที่โยกย้ายได้ง่าย ยากต่อการติดตามจากการต้องไปรองรับลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ หรือรับลูกค้าหนี้เสียจากสถาบันการเงินอื่น

แถมบอร์ดบริหารยังอืดอาดยืดยาด ประชุมกันเดือนละ 2 ครั้ง ในการพิจารณาสินเชื่อบางเคส กว่าที่ลูกค้าจะได้รับเงิน เพื่อไปดำเนินกิจการต่อใช้เวลายาวนานมาก จนลูกค้าหนีหมด
ที่สำคัญบางเคสลูกค้าขอเปลี่ยนเพียงแค่ตรายี่ห้อสินค้าในสินค้าชนิดเดียวกัน เช่น ทำโรงงานช่วงเสนอแผนติดแอร์ยี่ห้อหนึ่ง ถึงเวลาจริงเปลี่ยนใจไปติดอีกยี่ห้อหนึ่ง ยังไล่กลับไปวิเคราะห์มาใหม่ ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดกิจการได้

แถมต้นทุนของแบงก์รัฐเหล่านี้ ยังแพงกว่าเมื่อเทียบกับแบงก์พาณิชย์อื่น โดยต้องไประดมเงินฝากในรูปองค์กรผ่านการประมูล อย่างน้อยอัตราดอกเบี้ย3 %ทั้งที่ตลาดระดมเงินฝากต่ำกว่านั้น ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปล่อยกับฟิกซ์อัตราคงที่ในอัตราต่ำเช่นเดียวกัน

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการเชื่อมโยงสาขาและสำนักงานใหญ่แบบไร้รอยต่อ ! ไม่มี หาไม่ได้จากแบงก์รัฐเหล่านี้ เมื่อจะพิจารณาสินเชื่อ ส่วนกลางต้องลงไปตรวจ แน่นอนต้องมีค่าใช้จ่าย เป็นต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งที่ลดลงได้

ในจำนวนหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์เกือบ 40%ว่ากันว่าเกิดจากนักการเมืองหรือผู้ใกล้ชิด บริวาร เด็กฝาก ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับบอร์ดบริหารประมาณอย่างน้อย 10 % ขณะที่ของอิสลามแบงก์สัดส่วนน่าจะมากกว่านั้น เรียกว่าหนี้ตามใบสั่ง หนี้ที่เกิดจาก"คอนเนคชั่น"

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับ 2 แบงก์ดังกล่าวเพียงอย่างเดียว แต่แบงก์รัฐอื่นๆทั้งออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ล้วนแล้วแต่ต้องสนองนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทั้งสิ้น ความรัดกุมในการดูแลสินเชื่อของตัวเองจึงไม่เกิดขึ้น แม้กระทั่งแบงก์ออมสินเองที่ยอดสินเชื่อโตกระฉูดอยู่ที่หลักล้านล้านในปัจจุบัน ก็ต้องไปดูว่าใส้ในเป็นอย่างไร แม้ขณะนี้สัดส่วนหนี้เสียยังพอเอาอยู่

ส่วนธกส.นั้นกลายเป็นธนาคารเพื่อการจำนำข้าวไปแล้ว และมีข่าวหลุดออกมาเป็นระยะๆ เรื่องปัญหาสภาพคล่องของธนาคารและความต้องการในการเพิ่มทุน

ปัญหาของแบงก์รัฐล้วนแล้วแต่เกิดจากนักการเมือง ที่เข้าไปใช้เป็นเครื่องมือ ในการสนองนโยบายประชานิยมและเป็นการใช้เงินนอกงบประมาณแทบทั้งสิ้น

เห็นเหมือนกันไหมครับ ...แก้หนี้เน่าแบงก์รัฐต้องเริ่มที่ใคร... ?