วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไม่ใช่โจทย์"หมู"ๆ "ฟลัดเวย์"1.2แสนล.

ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มในแง่มุมที่รัฐบาลขาดความรอบคอบ และยังไม่สามารถตอบคำถามของนักวิชาการได้ อย่างที่เคยบอกกล่าวกันไปแล้ว

ว่า ผลการคัดเลือกในรอบคุณสมบัติและแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำของไทย 6กลุ่ม 1.บริษัทโคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค.วอเตอร์) 2.กิจการร่วมค้า ญี่ปุ่น - ไทย 3. ITD-POWERCHINA JV 4.กิจการร่วมค้าทีมไทยแลนด์ 5.กิจการร่วมค้าซัมมิท เอสยูที และ6.กลุ่มบริษัทร่วมค้า ล็อกซเล่ย์

ผลงานการเขียนข้อเสนอโครงการของเควอเตอร์จากประเทศเกาหลีเป็นที่ถูกใจกรรมการมากที่สุดแต่โจทย์ที่ท้าทายไม่ได้อยู่บนแผ่นกระดาษของการเสนอโครงการที่เควอเตอร์เสนอเข้าไปถึง600กล่อง หากแต่คือความเข้าใจถึงสภาพปัญหาที่แท้จริงลักษณะภูมิศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมไทยต่างหากคือประเด็นที่วัดว่าใครที่เหมาะสมกับการจัดการน้ำของประเทศไทย

โดยเฉพาะโครงการ"ฟลัดเวย์"ที่คาดกันว่าส้มอาจจะหล่นในมือ เควอเตอร์ เพราะมีประสบการณ์ในการทำโครงการฟลัดเวย์แม่น้ำ4สายในเกาหลี แต่หากลองฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการจะพบว่าไม่หมูเลยสำหรับต่างชาติที่ไม่มีพาร์เนอร์ชาวไทยเลยที่จะเข้ามาจัดการกับโครงการนี้

อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน อาจารย์คมสัน มาลีสี รองคณบดีคณะวิศวลาดกระบัง หรือกระทั่งภาคประชาชนอย่าง อาจารย์ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ ต่างเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า "ยาก"มากที่บริษัทจากต่างประเทศจะมาเข้าใจปัญหาการจัดกาน้ำของประเทศไทย เพราะมีความซับซ้อนมากกว่า เกาหลีและมีปัจจัยต่างๆที่เป็นอุปสรรคในการจัดการมากกว่าที่จะประเมินได้

อาจารย์ปราโมทย์บอกว่า เรื่องน้ำของบ้านเราใครจะเข้าใจเพราะกับคนไทยเราเอง และที่ผ่านมากรมชลประทานทำเรื่องนี้มา100 ปีแล้วยังทำไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าโครงการฟลัดเวย์ที่กำหนดกรอบเอาไว้5ปี ไม่มีทางที่ได้ต่อให้อีก 20 ปีก็เถอะ

ประเด็นแรกที่เป็นโจทย์ข้อใหญ่แม้ทั้ง จีน เกาหลี และญี่ปุ่นจะบอกว่าได้ส่งทีมลงมาศึกษางานในประเทศไทยนานแล้วก่อนที่จะเสนอโครงการ แต่ความเข้าใจพื้นที่อาจจะยังไม่มากพอ เพราะลักษณะภูมิศาสตร์ของแม่น้ำไทยมีความสลับซับซ้อน มีชุมชนและวิถีริมน้ำทำให้โครงการใดก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเวนคืน การอพยพผู้คน จึงเป็นเรื่องยาก

เพราะโจทย์ใหญ่คือการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จะสร้างการมีส่วนร่วมอย่างนั้นได้อย่างไร แม้ ดร.อภิชาติ อนุกูลอำไพ ประธานคณะกรรมการเคราะห์โครงการของ กบอ.จะบอกว่า ถ้ามัวแต่กลัวและเห็นอุปสรรค จนคิดว่าทำไม่ได้ วิธีคิดแบบนั้นหล้าหลังเกินไป เพราะโครงการฟลัดเวย์ความจริงใช้พื้นที่ไม่มากนัก

แต่ในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลเองไม่มีความชัดเจนว่าจะทำฟลัดเวย์ในพื้นที่ไหนทั้งฝั่งตะวันตกหรือฝั่งตะวันออก เพราะฉะนั้น การต่อต้าน และการทำความเข้าใจกับมวลชนจึงเป็นโจทย์ใหญ่มากกว่าการเขียนโครงการสวยหรูในกระดาษแต่ขาดความเข้าใจปัญหาที่แท้จริงเพราะนั่นหมายถึง ความเป็นไปได้ในความสำเร็จและเป็นจริงว่า รัฐจะไม่สูญเงิน1.2แสนล้าน แต่ได้ซากหักพังของฟลัดเวย์มาประดับประเทศ เหมือนอนุสาวรีย์"โฮปเวลย์"ที่เกิดขึ้นแล้ว

นับจากนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องประเมินรอบคอบในการเดินหน้าโครงการโดยเฉพาะ ประเมินความจริงหรือความเป็นไปได้ของโครงการว่าจะสำเร็จหรือไม่ก่อนที่จะได้อนุสาวรีย์แห่งความล้มเหลวชิ้นใหม่เอาไว้ประดับประเทศ