ประเด็นสำคัญในระดับโลกที่ต้องจับตา ยังหนีไม่พ้นสถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินโลก ซึ่งมีความผันผวนต่อเนื่อง
โดยสุดสัปดาห์นี้จะมีการประชุมระดับสากลคือการประชุมของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและชาติอุตสาหกรรมสำคัญ หรือจี 20 ซึ่งวาระหลักของการประชุมน่าจะเป็นการตั้งความหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ โดยไม่ต้องอาศัยการดำเนินนโยบายให้ค่าเงินอ่อนลงเพื่อกระตุ้นการส่งออก แนวทางดังกล่าวเป็นการสานต่อจากการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติหรือจี 7 ที่ปิดฉากไปเมื่อต้นสัปดาห์และออกแถลงการณ์ยึดมั่นในการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดโดยกลไกตลาด หลังจากสหรัฐขอให้โลกงดเว้นจากการทำให้สกุลเงินของตัวเองอ่อนค่าเพื่อศักยภาพด้านการแข่งขัน และชาติสมาชิกสหภาพยุโรปพากันสนับสนุนแนวคิดนี้
ชาติที่ถูกพาดพิงถึงนี้คือญี่ปุุ่น ซึ่งนโยบายของผู้นำใหม่ทำให้เงินเยนอ่อนค่าไป 17% เมื่อเทียบกับดอลลาร์นับจากเดือนพ.ย. จนกระทั่งผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องชี้แจงว่านโยบายของบีโอเจมีเป้าหมายที่การแก้ปัญหาเงินฝืดในระยะสั้นและกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่ได้มุ่งวางแนวทางกำกับอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ว่าการบีโอเจต้องการส่งข้อความนี้ไปยังผู้เข้าร่วมการประชุมจี 20 เช่นกัน ด้วยการเน้นว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนการอ่อนค่าของเงินเยนนั้นเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ โดยหากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นสามารถหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดและกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ก็จะทำให้ภาพรวมดีขึ้นมาก จากปัจจุบันที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี หดตัว 0.1% ช่วงไตรมาส 4
ญี่ปุ่นไม่ใช่ชาติเดียวที่เศรษฐกิจติดลบ เพราะเยอรมนี ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรป ก็รายงานจีดีพีติดลบไป 0.6% เมื่อไตรมาส 4 ของปีที่แล้วเช่นเดียวกัน และนับเป็นการติดลบมากที่สุดตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินโลกปี 2552 สืบเนื่องจากวิกฤติยูโรโซนส่งผลกระทบต่อการส่งออก ส่วนฝรั่งเศสซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่รองลงมา ก็รายงานว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 หดตัวเช่นกัน 0.3% ทำให้จีดีพีทั้งปีไม่ขยายตัวหรืออยู่ที่ 0% สำหรับภาพรวมยูโรโซนนั้น ปรากฎว่าเศรษฐกิจหดตัว 0.6% ช่วงไตรมาส 4 นับเป็นการหดตัวติดต่อกัน 3 ไตรมาส หลังจากเมื่อไตรมาส 3 หดตัวไป 0.1% และไตรมาส 2 หดตัวไป 0.2%
แม้ปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโหมกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น หรือวิกฤติหนี้ยูโรโซนที่เบาบางลง น่าจะทำให้โอกาสของการฟื้นตัวในทั้งญี่ปุ่นและยุโรปดีขึ้น แต่เหตุการณ์ระยะสั้นก็อาจเป็นจุดที่ก่อให้เกิดความผันผวนได้ อย่างความไม่แน่นอนทางการเมืองในอิตาลีกับเยอรมนีก่อนถึงการเลือกตั้ง ดังนั้น ไทยและประเทศอื่นจึงต้องจับตาสถานการณ์และดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างระมัดระวัง เพราะนอกจากเยอรมนีกับฝรั่งเศสแล้ว ตัวเลขทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นอย่างสเปน อิตาลีก็ไม่ค่อยดีเช่นกัน จึงน่าจะต้องอาศัยเวลาอีกสักพักกว่าที่เศรษฐกิจของชาติที่ประสบปัญหาจะฟื้นตัว และกลับมาสู่เส้นทางของการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง รวมถึงเป็นแหล่งของการค้าและการลงทุน จนกระทั่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของโลกได้อีกครั้ง






