วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผนึกพันธมิตรแบบ ‘WIN WIN’ หมดยุค ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’

การทำธุรกิจยุคใหม่เป็น "ปลาเล็ก" ใช่ว่าจะไม่รอด!! ยิ่งเล็กแบบไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน เป็นแต้มต่อสำคัญยิ่ง

สำหรับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มองหาความแตกต่างของสินค้าและบริการที่ไม่ซ้ำแบบใคร

กลยุทธ์กินรวบธุรกิจ ของบรรดา "ปลาใหญ่" ที่มีถุงเงินก้อนโตเที่ยวไล่เทคโอเวอร์ "ปลาเล็ก" อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป

ซื้อกิจการมาแล้ว "ทำได้" หรือ "ทำได้ดี" เป็นคนละเรื่อง

ง่ายๆ มองกรณี "โออิชิ" ใต้ร่มเงาเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งกลุ่มไทยเบฟ วันนี้ส่วนแบ่งการตลาดห่างกันเพียงกว่า 10% ในชั่วเวลาเพียงปีครึ่งของการแจ้งเกิด "อิชิตัน" ของ ตัน ภาสกรนที เจ้าพ่อชาเขียวยุคแรกเริ่ม

หรือในอดีต บริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่จากฟากยุโรป อเมริกา ดาหน้าเข้าปักธงสร้างฐานธุรกิจในเมืองไทย และ "ช้อปปิ้ง" อย่างเมามันส์ ไล่ล่าซื้อกิจการผู้ประกอบการไทยครั้งวิกฤติต้มยำกุ้ง!! แต่วันนี้ "ทุนไทย" กำลังออกไล่ล่าอาณานิคมในต่างแดนกันไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม "เซ็นทรัลรีเทล" เข้าซื้อกิจการห้างสรรพสินค้าเก่าแก่แห่งอิตาลี ลา รีนาเซนเต้ เมื่อปี 2554 เป็น "ฐานธุรกิจใหม่" ในยุโรป ถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ค้าปลีกไทย สวนทางค้าปลีกข้ามชาติพาเหรดเข้าเมืองไทยก่อนหน้านี้

หากเทียบเซ็นทรัลรีเทลในเวทีโลก ยังถือเป็น "น้องใหม่" เป็น "ปลาเล็ก" แต่เปี่ยมไปด้วยขุมพลังรอบด้าน เป็นธุรกิจครอบครัวที่บริหารแบบ "มืออาชีพ" คล่องตัวและเปิดเกมรุกอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการขยับตัวของ "ปลาใหญ่" ที่เสียเปรียบแน่นอนในเรื่องของความคล่องตัว ปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์

อภิมหาดีลประวัติศาสตร์การซื้อขายกิจการใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างทุนไทยยักษ์ใหญ่ "กลุ่มไทยเบฟ" ทุ่มเม็ดเงินกว่า 3 แสนล้านบาท ต้อนบริษัท เฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) บลูชิพคัมปะนีอายุเก่าแก่กว่า 130 ปี แห่งสิงคโปร์ เข้ามาอยู่ใต้ชายคาเจ้าสัวเจริญ ครองสัดส่วนหุ้นใหญ่ 69% ในเอฟแอนด์เอ็น หลัง คิริน โฮลดิ้งส์ บริษัทเครื่องดื่มใหญ่ของญี่ปุ่นขายหุ้นทั้งหมด 15% เป็นอีกก้าวรุกของ "ทุนไทย"

ไม่ต่างจาก "สิงห์ คอร์เปอเรชั่น" ร่วมทุนพันธมิตรเบียร์อันดับ 4 ของโลก "คาร์ลสเบิร์ก" แห่งเดนมาร์กในครั้งนี้
จากเดิมความร่วมมือระหว่าง ทุนไทยและบริษัทข้ามชาติ มักมองในเชิงของความเสียเปรียบของบริษัทไทยที่มีสถานะเล็กกว่าต่างชาติ แต่วันนี้ต้อง "กลับขั้ว"

สะท้อนจากยุทธศาสตร์ระหว่าง "สิงห์" และ "คาร์ลสเบิร์ก" ที่ไม่เพียงความร่วมมือทำตลาดเบียร์คาร์ลสเบิร์กในประเทศไทย และอาเซียน รวมทั้งทำตลาดเบียร์สิงห์ในต่างประเทศพ่วงไปกับเครือข่ายของคาร์ลสเบิร์ก

หากแต่ "สิงห์" ยังมองถึงการ "ต่อยอด" เสริมความแข็งแกร่งให้กับเบียร์ไทย อย่าง "สิงห์" ด้วยการใช้โรงงานผลิตเบียร์ของคาร์ลสเบิร์กที่มีอยู่ในทั่วโลกเป็นฐานการผลิตสิงห์ป้อนตลาดได้อย่างรวดเร็ว ลดต้นทุน เป็นการใช้เส้นทางโลจิสติกส์ร่วมเกิดประโยชน์ได้อย่างสูงสุด

เกมธุรกิจจากนี้ ต้องผนึกกำลังระหว่างกันไม่ว่าจะรายใหญ่กับเล็ก หรือใหญ่กับใหญ่ ท้ายสุดต้อง WIN WIN ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย

หมดยุคปลาใหญ่กินปลาเล็กแล้วจริงๆ