วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Chinese are coming!

คนจีนแห่แหนกันมาเที่ยวไทยช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา เป็นการยืนยันข่าวก่อนหน้านี้ ว่านักท่องเที่ยวจีนมาไทยกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดว่า ปีนี้อาจมีคนจีนมาใช้เงินใช้ทองในกิจกรรมท่องเที่ยวถึง 3 ล้านคน

ปรากฏการณ์ใหม่ของนักท่องเที่ยวจีน คือ มิได้มาเป็นทัวร์กรุ๊ปเหมือนแต่ก่อน แต่คนรุ่นใหม่จากจีนแวะเวียนมาจุดท่องเที่ยวต่างๆ ในหลายภาคของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทางเหนือหรือใต้ เพราะว่าเป็นกระแสการเที่ยวใหม่ของคนจีนที่เริ่มมีเงินมีทองใช้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

พรรคพวกในแวดวงรับนักท่องเที่ยวต่างชาติบอกว่า ระยะแรกๆ ทัวร์คนจีนมาไทยมีปัญหาว่าแปลกถิ่นแปลกที่ ทั้งไม่เคยชินและคุ้นกับการรักษามารยาทเท่าไรนัก แต่ทุกวันนี้ “คุณภาพ” นักท่องเที่ยวจากแดนมังกรพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งจะกลายเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดสำหรับไทย ทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

ความจริง นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศก็มาเมืองไทยอย่างเป็นกิจจะลักษณะไม่น้อย เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น
คนรัสเซีย มาตั้งหลักปักฐานที่พัทยา ดึงเอาคนของเขามาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่า ร้านรวงที่พัทยาส่วนใหญ่ต้องมีภาษารัสเซียปนภาษาไทยและอังกฤษ จึงจะทำธุรกิจได้

ใครเดินเที่ยวเชียงใหม่ ก็จะสังเกตเห็นคนญี่ปุ่นเดินท่องเที่ยวกันเป็นกลุ่ม และที่น่าสังเกตคือผู้อาวุโสญี่ปุ่นมาเช่าบ้านและคอนโดเพื่อเป็นที่พักพิงในยามเกษียณแล้วก็ไม่น้อย เพราะได้รับเงินเกษียณเป็นเยนมาใช้ในเมืองไทย คุณภาพชีวิตดีกว่าอยู่ที่บ้านเมืองเขา... ลูกหลานมาเยี่ยมเยียนที่เมืองไทยได้อีก

ภูเก็ต เป็นอีกหนึ่งเมืองที่เราเห็นคนต่างชาติมาเที่ยวและจัดเป็นที่อยู่อาศัย มากจนกลายเป็นประเด็นว่าจำนวนคนออสเตรเลียที่เสียชีวิตด้วยเหตุต่างๆ มีสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกนี้

ฝรั่งสแกนดิเนเวีย ซอกแซกกว่าชาติอื่น มักจะไปอยู่ในจุดที่นักท่องเที่ยวอื่นๆ ไม่ค่อยไปกัน เช่น เกาะทางใต้หรือไม่ก็ระยองติดทะเล ผมไปพบเห็นเป็นกลุ่มเป็นก้อนที่เขานัดหมายกันไปพักผ่อนและพักกันเป็นเดือนๆ ก็มี

คนเกาหลี ก็กำลัง “ค้นพบ” ประเทศไทย ยกพวกกันมาเป็นเที่ยวบินเหมาลำ ผมเคยเจอคู่แต่งงานเกาหลีทั้งเที่ยวบินมาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันที่ไทย

คนอินเดีย ก็เห็นไทยเป็นจุดน่าทำกิจกรรมร่วมทางสังคมไม่น้อย นอกจากมาจัดงานแต่งงานแบบอลังการแล้ว ก็ยังมีการท่องเที่ยวลักษณะส่วนตัว ไม่นิยมจัดเป็นหมู่คณะเหมือนญี่ปุ่นหรือจีน

ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า ไม่ว่าการเมืองไทยจะวุ่นวายสับสนอย่างไร ไม่ว่าจะมีข่าวความรุนแรงเป็นระยะๆ แต่ศักยภาพของประเทศไทยในระดับเอกชนยังมีอยู่ไม่น้อยเลย

แต่ที่ยังเป็นปัญหาหนักหน่วง คือ การรักษาความปลอดภัย การจัดระเบียบของร้านรวง และสถานบันเทิง และการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวให้พ้นจากเรื่องที่ก่อให้เกิดภาพทางลบของประเทศ เช่น การฉ้อฉลนักท่องเที่ยว ความเสี่ยงต่อชีวิตของคนต่างชาติในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตราย และการสร้างบุคลากรสำหรับการท่องเที่ยว และต้อนรับขับสู้ชาวต่างชาติที่มีประสิทธิภาพ

เพียงแค่ “ยิ้มสยาม” อย่างเดียว ไม่อาจจะทำให้ความน่าเที่ยวของประเทศไทยยั่งยืนได้ ที่สำคัญคือจะต้องมีการเปิดสอนและอบรมด้าน hospitality อย่างเป็นเรื่องเป็นราวและให้ได้มาตรฐานสากลในทุกรูปแบบ

คนต่างชาติที่บอกว่า “ชอบ” เมืองไทยนั้น เขาพูดถึงอัธยาศัยของคนไทย และความหลากหลายของอาหารการกินกับวัฒนธรรมที่เรียบง่ายและเป็นกันเอง แต่ขณะเดียวกัน เขาก็เล่าขานเรื่องความน่ากลัวของแก๊งมิจฉาชีพ การต้มตุ๋น และความไร้ประสิทธิภาพของระบบติดต่อกับข้าราชการ

การทำให้ไทยเราเป็น “ศูนย์กลาง” การท่องเที่ยวของอาเซียน หรือ ที่เรียกว่า Tourism Hub ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน แต่เรายังไม่เห็นการระดมสรรพกำลังให้การท่องเที่ยวส่งเสริมธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อยกภาพลักษณ์ประเทศชาติ พร้อมๆ กับการเพิ่มรายได้ต่อประเทศชาติอย่างที่ควรจะเป็น...มาช้านานแล้ว