วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การขยายตัวของรัฐ ที่มาจากพรรคการเมือง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว ที่ประกาศตัวเองว่าเป็นประเทศเสรีนิยมประชาธิปไตย

คือ บทบาทของรัฐบาลในนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นบทบาทที่ต่างออกไปจากก่อนหน้านั้น ที่ประเทศเหล่านี้มักจะภูมิใจว่าบทบาทของรัฐมีน้อยมากในการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวคือ มีเพียงบทบาทแค่ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนเท่านั้น แต่จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในยุโรปและสหรัฐ รวมถึงญี่ปุ่น เราเห็นบทบาทของภาครัฐเพิ่มมากขึ้นในกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

ในกรณีของสหรัฐ ก็เช่นเดียวกันกับประเทศในยุโรป รัฐบาลเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ และได้สร้างแรงกดดันให้กับธนาคารกลางให้ต้องเข้ามามีบทบาทที่ไม่ใช่บทบาทของธนาคารกลางมาก่อน นั่นคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจ และแรงกดดันเช่นเดียวกันก็ชัดเจนยิ่งขึ้นในกรณีของญี่ปุ่น ที่รัฐบาลใหม่กดดันธนาคารกลางให้ดำเนินนโยบายตามแนวทางของรัฐบาล ทั้งๆ ที่การแทรกแซงธนาคารกลางของประเทศที่ยึดมั่นในระบบตลาดมีไม่บ่อยนัก และถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามมายาวนาน

กรณีของประเทศไทย ซึ่งมีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ต่างออกไป การแทรกแซงธนาคารกลางมักจะเกิดขึ้นเป็นระยะ ขึ้นอยู่กับรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัย แต่การเปลี่ยนแปลงตัวผู้ว่าการธนาคารกลางในอดีต มักจะมีเหตุผลต่างๆ กัน แต่ที่มีเหตุมาจากความขัดแย้งกับรัฐบาลนั้น มักเป็นเรื่องของความไม่ชอบเป็นการส่วนตัวมากกว่าในเรื่องของนโยบายจริงๆ เนื่องจากวัฒนธรรมการเมืองของไทยมีการแบ่งขั้วค่อนข้างสูง ดังนั้น การถูกมองว่ามีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใดนั้น ย่อมเป็นเรื่องใหญ่

อย่างไรก็ตาม กรณีกระแสข่าวลือ เรื่องการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบัน โดยเฉพาะท่าทีจากคนในรัฐบาลนั้น มักจะเกิดในยุคที่ฝ่ายการเมืองมีเสถียรภาพทางการเมืองสูง และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ง่าย หากเกิดความขัดแย้งระหว่างธนาคารกลางกับรัฐบาล แต่มักจะอ้างเรื่องนโยบายไม่สอดคล้องกันหรือเกิดขัดแย้งกัน ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ว่าการ ธปท. นโยบายของ ธปท. ก็แทบไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะว่าบทบาทของ ธปท. มีจำกัด และไม่สามารถทำอะไรได้มาก อย่างที่คาดคิด

หากเราจำกัดความคำว่า รัฐ ในความหมายแคบ หมายถึงรัฐบาล ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลมาจากไหน แต่หากพิจารณารัฐบาลชุดนี้จะเห็นว่าแนวโน้มรัฐที่มาจากพรรคการเมืองจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากพิจารณาจากการออกกฎหมายกู้เงินจำนวนมหาศาล กล่าวคือ โครงการบริหารน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และโครงสร้างพื้นฐานอีก 2 ล้านล้านบาท จะเห็นว่าทำได้ยากมาก หากรัฐที่มาจากพรรคการเมืองไม่เข้มแข็งจริง ทั้งๆ ที่ รัฐบาลนี้เคยกล่าวหารัฐบาลชุดก่อนว่าเป็น "จอมกู้" แต่ตัวเองกลับกู้มากยิ่งกว่าหลายเท่าตัว

จากการขยายตัวของอำนาจนักการเมืองผ่านนโยบายประชานิยม กำลังสร้างความกังวลให้เกิดขึ้นกับหลายคน ว่า ในระยะยาว จะเป็นอย่างไร หากรัฐบาลยังดำเนินนโยบายเช่นว่านี้ และขยายอำนาจ โดยอาศัยระบบการเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ และที่น่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือ อำนาจของรัฐที่มาจากนักการเมือง เริ่มคุกคามความเห็นหรือความคิดที่ต่างออกไปมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการวิจารณ์เรื่องโครงการใช้เงินมหาศาลของประเทศ ซึ่งเราเห็นว่า สิ่งนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวของอำนาจรัฐ ที่อ้างว่ามาจากกระบวนการประชาธิปไตย