ร่าง พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ....... มีเป้าหมายที่สำคัญประการหนึ่งคือเพื่อย่นระยะเวลาในการปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย
ให้กระชับยิ่งขึ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงว่ากฎหมายใหม่ฉบับนี้น่าจะทำให้ขั้นตอนต่างๆ สั้นลงได้เหลือประมาณหนึ่งในสามของระยะเวลาเดิม คือ จากประมาณปีครึ่งโดยเฉลี่ย เหลือประมาณหกเดือน
ตามที่ได้กล่าวไปในบทความฉบับที่แล้ว ในขั้นเสนอโครงการ (Project Proposal) นั้นร่างกฎหมายใหม่ฉบับนี้ ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน โดยจากขั้นตอนการเสนอโครงการก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติโครงการ ซึ่งเป็นการอนุมัติขั้นสุดท้ายนั้นต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 5 เดือน อย่างไรก็ดี ยังต้องติดตามดูต่อไปว่า ในทางปฏิบัติแล้วขั้นเสนอโครงการต่อคณะกรรมการฯ และคณะรัฐมนตรีนั้นจะใช้เวลานานเท่าใด เนื่องจากในขั้นตอนดังกล่าว ร่างกฎหมายใหม่ไม่ได้ระบุไว้
เหตุที่ร่างกฎหมายใหม่ไม่ได้ระบุกรอบระยะเวลาไว้ทำให้เป็นที่เข้าใจได้ว่า เป็นการยากที่จะเขียนกรอบระยะเวลาในการได้รับอนุมัติโครงการที่ชัดเจนผูกมัดเอาไว้ เนื่องจากการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณานั้น เป็นขั้นตอนที่ไม่อาจเขียนผูกมัดไว้ได้ ต้องให้ความยืดหยุ่นเพื่อรองรับภาระงานของคณะรัฐมนตรีที่มีเรื่องต้องพิจารณาจำนวนมากด้วย
สำหรับขั้นตอนต่อมาคือ ขั้นดำเนินโครงการ (Project Implementation) เดิมตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 กำหนดไว้ว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในโครงการใดแล้ว หน่วยงานเจ้าของโครงการจะร่างประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการ เพื่อกำหนดขอบเขตของโครงการและเงื่อนไขสำคัญที่จะต้องมีในสัญญาร่วมงานหรือดำเนินการ โดยจะมีคณะกรรมการชุดหนึ่งเรียกว่า "คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกเอกชนร่วมงานหรือดำเนินการตามมาตรา 13" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "คณะกรรมการตามมาตรา 13" ทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการ กำหนดหลักประกันซองและหลักประกันสัญญา และพิจารณาคัดเลือกเอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการ คณะกรรมการดังกล่าว กล่าวได้ว่ามีการตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการโครงการนั้นๆ โดยเฉพาะ โดยรายละเอียดของร่างประกาศเชิญชวน เอกสารข้อเสนอ ตลอดจนวิธีการคัดเลือก จะต้องเป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
ตามร่างกฎหมายฉบับใหม่นั้น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องการประกาศเชิญชวนให้หน่วยงานเจ้าของโครงการปฏิบัติตาม (ไม่มีการประกาศเป็นกฎกระทรวงอีกต่อไป) ดังนี้
"มาตรา 32 การประกาศเชิญชวน เอกสารข้อเสนอการร่วมลงทุน วิธีการประกาศเชิญชวน วิธีการคัดเลือกของคณะกรรมการคัดเลือก การกำหนดหลักประกันซองและหลักประกันสัญญา ตลอดจนหลักเกณฑ์อื่นที่จำเป็นในการให้เอกชนร่วมลงทุน ให้เป็นไปตามที่สำนักงานประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ"
ตามร่างมาตรา 35 ของร่างกฎหมายฉบับใหม่ จะมี "คณะกรรมการคัดเลือก" (ซึ่งเป็นคนละชุดกันกับคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ) ซึ่งมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่คล้ายกับคณะกรรมการตามมาตรา 13 เดิม ทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างประกาศเชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน ร่างขอบเขตของโครงการและร่างสัญญาร่วมลงทุน เจรจาและพิจารณาคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน และเรียกให้หน่วยงานเจ้าของโครงการหรือเอกชนเข้าชี้แจงหรือจัดส่งข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง
เมื่อได้ผลการคัดเลือกเอกชนตามร่างมาตรา 40 แล้ว คณะกรรมการคัดเลือกจะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ผลการคัดเลือก
(1) นำผลการคัดเลือกเอกชน ประเด็นที่เจรจาต่อรองเรื่องผลประโยชน์ของรัฐ ร่างสัญญาร่วมลงทุนที่ผ่านการเจรจากับเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมลงทุนและเอกสารที่เกี่ยวข้องเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ซึ่งจะส่งความเห็นและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดภายใน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับผลการคัดเลือกเอกชนจากคณะกรรมการคัดเลือก
(2) ส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนที่ผ่านการเจรจากับเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา โดยสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จและเสนอร่างสัญญาร่วมลงทุนที่ตรวจพิจารณาแล้วต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดภายใน 45 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างสัญญาร่วมลงทุน
จากนั้น เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดได้รับความเห็นและเอกสารพร้อมกับร่างสัญญาร่วมลงทุนตามมาตรา 40 แล้ว ก็จะพิจารณาเสนอความเห็นประกอบเรื่องทั้งหมดแล้วนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายใน 30 วัน (ร่างมาตรา 41)
เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนและร่างสัญญาร่วมลงทุนแล้ว หน่วยงานเจ้าของโครงการก็จะดำเนินการลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมลงทุนต่อไป (ร่างมาตรา 42) เป็นอันจบขั้นตอนการดำเนินโครงการ
กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนในการดำเนินโครงการตามร่างกฎหมายฉบับใหม่จะไม่ค่อยมีความแตกต่างจากขั้นตอนตาม พ.ร.บ. ร่วมการงานฯ ฉบับปัจจุบันมากนัก โดยยังคงมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนดังกล่าวหลายหน่วยงาน เพียงแต่จะมีหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ตามที่เคยกล่าวไว้แล้ว และมีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการคัดเลือกจะต้องดำเนินการส่งผลการคัดเลือกเอกชนเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ภายใน 15 วัน แทนที่จะเป็น 90 วันตามเดิม และมีการกำหนดระยะเวลาในการตรวจร่างสัญญาร่วมลงทุนของสำนักงานอัยการสูงสุดไว้ที่ 45 วัน ซึ่งเดิมไม่ได้ระบุไว้ด้วย
แม้ว่าขั้นตอนต่างๆ จะยังคงมีความละเอียดซับซ้อนแต่ความชัดเจนด้านกรอบระยะเวลาการดำเนินการดังกล่าวน่าจะเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเอกชนให้มีความสนใจที่จะเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐมากขึ้น พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ









