เป็นนิมิตหมายที่ดีครับ เมื่อ กระทรวงคมนาคม ประกาศจะให้มีการลงนามใน ข้อตกลงด้านคุณธรรม
ที่จะไม่ให้มีการ “รับใต้โต๊ะ” สำหรับโครงการยักษ์ ที่ใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นหมื่นเป็นแสนล้านในปีนี้
คำถามมีเพียงว่าจะ “บังคับใช้” ให้เกิดผลทางปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เสียภาษีทั้งประเทศมั่นใจได้อย่างไร ว่าจะเกิดผลป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันในประเทศนี้ ได้อย่างจริงจัง
เพราะข่าวคราวที่เราได้รับในช่วงหลังนี้ บอกว่าเงิน “สินบน” ที่เคยเชื่อกันว่าอยู่ที่ 30% นั้น ได้ขยับขึ้นมาเป็น 35-40% แล้วด้วยซ้ำ
และกระทำกันอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมกันแล้ว...เรียกว่าฉ้อฉลโกงกินกันอย่างหน้าด้านๆ กันทีเดียว
เป็นท่าทีที่ดีครับ สำหรับรัฐมนตรีคมนาคม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ ตั้งแต่ปลัดฯ ยัน อธิบดี ทุกกรม เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ที่มี คุณประมนต์ สุธีวงศ์ เป็นประธาน และ คุณสมพล เกียรติไพบูลย์ เป็นรองประธาน ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นห่วงการใช้จ่ายงบลงทุนในโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท และ กระทรวงคมนาคม เป็นเจ้าของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐบาลหลายโครงการ โดยเฉพาะแผนลงทุนโครงสร้างเหล่านี้ถึง 99% จึงนำผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ หารือและเห็นด้วยที่จะมีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส
ข้อสรุปที่น่าสนใจ คือ ต้องทำให้เรื่องต่อต้านการโกงกินเป็น “วาระแห่งชาติ” เพราะว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อกฎหมาย หากแต่เป็นปัญหาคุณธรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ดังนั้น จึงตกลงกันว่าจะให้มีการเซ็นสัญญาข้อตกลงด้านคุณธรรม สำหรับการดำเนินโครงการลงทุนต่างๆ ว่าจะไม่มีการเรียกรับเงินสินบนหรือประโยชน์อื่นๆ จากผู้เกี่ยวข้องและภาครัฐจะต้องเปิดเผยข้อมูลโครงการที่สำคัญในทุกกระบวนการให้โปร่งใส มอบหมายให้ปลัดกระทรวงฯ ไปดูรายละเอียดในข้อกฎหมายหรือประกาศต่างๆ ของกระทรวงภายในหนึ่งเดือน เพื่อให้มีผลปฏิบัติได้จริง
ขณะเดียวกัน องค์กรต้านคอร์รัปชัน จะส่งผู้สังเกตการณ์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเข้าไปในแต่ละโครงการ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการตรวจรับโครงการ
กระทรวงคมนาคม เชิญองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นกรรมการในการกำกับดูแลศูนย์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ที่กระทรวงฯ ตั้งขึ้น เพื่อช่วยกำกับและสอดส่องดูแลงานโครงการต่างๆ
“สัญญาคุณธรรม” ที่ว่านี้ มีหน้าตาอย่างไร?
ข่าวบอกว่า ในสัญญาข้อตกลงด้านคุณธรรมนั้น ผู้ที่ต้องเซ็นข้อตกลงคือองค์กรผู้เป็นเจ้าของงาน คือ ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานรัฐ อาจเป็นรัฐมนตรี และเอกชน ที่มารับหรือร่วมประมูลงาน รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เป็นข้อตกลงว่าจะไม่รับไม่จ่ายสินบนใต้โต๊ะ
แต่ในทางปฏิบัติจะทำให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไรนั้น ให้ปลัดคมนาคมไปดูรายละเอียด เพราะหากว่าลงนามแล้วต้องมีผลบังคับได้จริง ซึ่งก็จะต้องไปดูกฎหมายฉบับไหน มีกติกาอย่างไร ให้สามารถลงโทษคนที่ฝ่าฝืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่าได้แปลกใจ ถ้าคนไทยส่วนใหญ่เห็นข่าวนี้แล้วก็อุทานทันทีว่า “ก็ได้แค่บนกระดาษ” เพราะว่าประสบการณ์คนไทยส่วนใหญ่ สอนให้รู้ว่าคำมั่นสัญญาเช่นนี้ ไม่อาจมีผลในทางปฏิบัติได้ เพราะเมืองไทยเต็มไปด้วย “ศรีธนญชัย” และพวก “มือถือสาก ปากถือศีล” กันอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้มีอำนาจทางการเมืองกับผู้มีผลประโยชน์ร่วมทางภาคธุรกิจและระบบข้าราชการ
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ความเคลื่อนไหวใหม่ล่าสุดครั้งนี้ จะต้องทำอะไรเป็นรูปธรรมในแง่ของการทำให้ปรากฏว่า การ “ลงนามในสัญญาคุณธรรม” นั้น จะไม่ใช่เพียงแค่ลีลาท่าทีเท่านั้น หากจะต้องมีมาตรการลงรายละเอียดที่ตรวจสอบเงินทุกบาททุกสตางค์ ที่เป็นภาษีของประชาชนได้อย่างรอบด้าน และประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างแท้จริง
แวดวงการโกงกินของประเทศไทย ได้พัฒนาด้วย “นวัตกรรมแห่งความเลวร้าย” ไปไกลมาก พวกโกงกินสามารถใช้วิธีการทั้ง “ตามน้ำ” และ “ทวนน้ำ” อย่างรอบด้านและคล่องแคล่วจนกฎหมายตามไม่ทัน
หากคนเหล่านี้เอาความเก่งกาจ ด้านการคิดวิธีฉ้อฉลมาทำความดีให้กับสังคม ประเทศไทยจะกลายเป็นมหาอำนาจได้ทันที
เอาเป็นว่า กระทรวงคมนาคมได้แสดงความตั้งใจที่จะจัดระบบป้องกันการฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว เป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องลงมือเขียนกติกาในรายละเอียดทุกด้าน เพื่อตรวจว่าเงิน 2.2 ล้านล้านบาท สำหรับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้น ใครจะแอบไปซุกกระเป๋าตัวเอง และพรรคพวก ได้อย่างไร หรือไม่
อย่ายอมให้คนโกงชนะคนดี มิฉะนั้น...ลูกหลานเรา จะไม่มีแผ่นดินอยู่จริงๆ









