ฮือฮากันพอสมควรสำหรับรายชื่อบริษัทเอกชน 6 กลุ่ม ที่ผ่านคุณสมบัติในการบริหารจัดการน้ำประเทศ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท
ที่ ครม.เพิ่งประกาศไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่น่าแปลกใจเห็นจะเป็นกลุ่มโคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค วอเตอร์) จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเพียงเอกชนรายเดียวที่ผ่านคุณสมบัติในการบริหารน้ำทั้ง 10 Module ทั้งๆ ที่กลุ่มโคเรีย วอเตอร์ฯ ไม่ได้มีพันธมิตรคนไทยรวมอยู่ด้วย
ขณะเดียวกัน กลุ่มเอกชนอีก 5 กลุ่ม ก็ล้วนแล้วแต่เป็นต่างชาติไปเกือบ 90% จะมีเพียงกลุ่มกิจการร่วมค้า ทีมไทยแลนด์ เท่านั้น ที่เป็นเอกชนของคนไทยล้วนๆ เพราะเป็นการรวมตัวของบริษัท ช.การช่าง กับ บริษัททีมคอนซัลแตนท์ แต่ก็ผ่านคุณสมบัติบริหารน้ำไปเพียง 1 Module เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็กระจายเป็นบริษัทของญี่ปุ่นและจีน แม้ว่าจะมีบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ร่วมทีมอยู่ด้วยก็ตาม
เหตุผลที่ "นายปลอดประสพ สุรัสวดี" รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) บอกถึงการพิจารณาบริษัทเหล่านี้ว่า เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการคัดเลือกที่ต้องการให้มีส่วนผสมระหว่างบริษัทไทยและบริษัทต่างประเทศ เพราะบริษัทไทยจะเข้าใจเรื่องระบบน้ำและสภาพภูมิประเทศของไทย ส่วนบริษัทต่างชาติที่มาจากหลายประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ก็จะมีเทคนิคและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในประเทศตัวเองเป็นอย่างดี
แม้ว่า กบอ. จะกล่าวอ้างว่า ต้องการให้มีส่วนผสมระหว่างบริษัทไทยกับบริษัทต่างชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลายเป็นบริษัทต่างชาติจากทั้ง จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่ได้รับการคัดเลือกให้ผ่านคุณสมบัติในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งสะท้อนได้ว่ารัฐบาลเชื่อฝีมือต่างชาติมากกว่าคนไทย
เพราะแม้จะบอกว่า บริษัทไทยเข้าใจเรื่องระบบน้ำและสภาพภูมิประเทศของไทยมากกว่า แต่ผลการคัดเลือกกลับปรากฏว่า บริษัทคนไทยจริงๆ อย่าง กิจการร่วมค้าทีมไทยแลนด์ คุณสมบัติผ่านเพียง Module ในการก่อสร้างพื้นที่แก้มลิง วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท เพียง Module เดียวเท่านั้น และยังเป็นเพียง 1 ใน 3 กลุ่มบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติใน Module นี้ เมื่อเทียบกับกลุ่มโคเรีย วอเตอร์ฯ จากเกาหลีใต้ ที่ได้รับคัดเลือกผ่านคุณสมบัติทั้ง 10 Module
ฉะนั้น จึงไม่แปลกใจว่า เมื่อรัฐบาลประกาศรายชื่อกลุ่มบริษัทเอกชนที่ผ่านคุณสมบัติบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ในรอบแรกออกมา จึงถูกอดีตนักบริหารจัดการน้ำ หรือ วงการก่อสร้าง อย่างสมาคมวิศวกรรมสถานฯ ออกมาติติงและเตือนรัฐบาลให้ระวังถึงความเสี่ยงที่โครงการอาจจะล้มเหลวได้ง่ายๆ เพราะแม้ว่าบริษัทต่างชาติจะมีประสบการณ์ในประเทศของตัวเองหรือในประเทศอื่นๆ ก็ตาม
นั่นก็ไม่อาจการันตีได้ว่า การบริหารจัดการน้ำจากฝีมือกลุ่มบริษัทต่างชาติจะประสบผลสำเร็จ หรือทำได้ดีกว่าบริษัทของคนไทย ที่รู้เรื่องเมืองไทยดีกว่าใคร แม้จะมีประสบการณ์ไม่เท่าเทียมก็ตาม แต่ถ้ารัฐบาลให้โอกาสบริษัทไทยได้แสดงฝีมือ ก็ใช่ว่าจะเสียหาย กลับจะทำให้บริษัทไทยได้รับประสบการณ์เพิ่มพูนมากขึ้น ไม่ใช่คิดเพียงว่า" ต่างชาติจะดีกว่าไทยเสมอไป" ไม่งั้นเมื่อไหร่บริษัทไทยจะมีโอกาสพัฒนาฝีมือระดับโลกกะเขาบ้างล่ะ






