จากการที่กระทรวงพลังงานจะเดินหน้าปรับโครงสร้างราคา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน จาก 18.13 บาทต่อกิโลกรัม
เป็น 24.82 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้น 6.69 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว จึงประกาศจะช่วยผู้มีรายได้น้อย ได้แก่ ร้านค้า หาบเร่ แผงลอยอาหาร 5 แสนราย ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนรวม 9 ล้านครัวเรือนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยใช้กลไกให้ส่วนลดราคาแอลพีจี เพื่อให้ใช้ราคาเดิมที่ 18.13 บาท
เมื่อเร็วๆนี้สำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนดุสิตจัด “โครงการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มบุคคลที่จะได้รับการช่วยเหลือ “ ทั่วประเทศ 77 จังหวัด
กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย 1. ร้านค้าที่ใช้ก๊าซฯในการประกอบอาหารมีพื้นที่ไม่เกิน 50 ตารางเมตร และขนาดของถังก๊าซฯที่ใช้ต้องไม่เกิน 15 กิโลกรัม 2.หาบเร่ แผงลอยอาหารที่ใช้ก๊าซฯในการประกอบอาหาร จะต้องมีขนาดถังก๊าซฯที่ใช้ไม่เกิน 15 กิโลกรัม และ 3.ครัวเรือนที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นครัวเรือนที่อยู่ในเขตเทศบาลที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ทั้งมวลปาเข้าไป 5 แสนตัวอย่าง
อาจารย์สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล บอกว่า แบบสำรวจเหมือนทำสำมะโนประชากรทั่วไป แต่จะมี 2 คำถามความคิดเห็นต่อการปรับราคา และกลไกการช่วยเหลือที่ เหมาะสม
และการสำรวจจะแล้วเสร็จเบื้องต้น พอเอาไปสรุปวางนโยบายได้ในเดือนมี.ค. 2556 โดยสนพ.จะนำข้อสรุปเบื้องต้นเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ….งานนี้มีสิทธิลุ้นว่าเดือนเม.ย. 2556 การปรับราคาแอลพีจีครัวเรือนจะเจอโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย “โรคเลื่อน” อีกหรือไม่ แต่ฟันธงได้เลยว่า เดินหน้าได้แน่นอน เพราะการช่วยพ่อค้าแม่ขาย หาบเร่แผงลอย และผู้ที่ผ่านเกณฑ์มีรายได้น้อยใช้แอลพีจีราคาเดิมที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นช่องทางเข้าถึงประชาชนกลุ่มใหญ่ของพรรคการเมืองได้เป็นอย่างดี
วิธีการช่วยเหลือจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ จะแจกคูปอง หรือบัตรเครดิตส่วนลดเอาไปซื้อแอลพีจีราคาเดิม ไม่ให้กระทบจากราคาตลาดที่จะปรับขึ้นเป็น 24.82 บาทต่อกิโลกรัม หรือปรับขึ้น 6.69 บาทต่อกิโลกรัมย่อมสร้างคะแนนนิยมต่อพรรคผ่านนโยบายรัฐ
นอกจาก”เซฟเงิน”ทำโครงการประชานิยมแล้ว ยัง”เซฟเงิน”โปรโมทสร้างคะแนนนิยม การเป็นนโยบายรัฐ สามารถใช้กลไกรัฐ ทั้งเงิน และบุคลากร ดำเนินนโยบายนี้ได้อย่างสมเหตุสมผล
การปรับราคาแอลพีจี จากเหตุผลต่างๆ ทั้งเพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการเข้าสู่เออีซี ป้องกันการอุดหนุนราคาให้กับเพื่อนบ้าน เป็นแรงกดดันให้ต้องปรับราคา แต่การสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ห่างไกลแบบตัวต่อตัว ….หวังว่าจะไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจอย่างบิดเบือน ว่าโครงการนี้ คือ “สิ่งที่พรรคการเมืองหยิบยื่นให้คนจน” เหมือนโครงการอื่นๆก่อนหน้านี้
การประกอบรูปออกมาเป็นนโยบายรัฐบาล และส่งตรงถึงประชาชน มาจากองคาพยพมากมาย ทั้งกลไกรัฐ ทั้งข้าราชการ บุคลากรที่เกี่ยวข้องในโครงสร้าง มีกระบวนการทางกฎหมาย และกฎระเบียบ กรอบการทำงานตามนโยบายสาธารณะที่ดี และที่มาของแหล่งเงินจากภาษีที่เก็บจากประชาชนทุกคน หรือเก็บจากประชาชนบางกลุ่ม อาทิ เงินจากกองทุนน้ำมันฯ หรือเงินจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ฐานการเงินสำคัญของกระทรวงพลังงาน มาจากประชาชนที่ใช้เชื้อเพลิงทุกลิตรทุกกิโลกรัม ……ที่สำคัญ ..เป้าหมายของรัฐบาล กับพรรคการเมือง ..ไม่ใช่เป้าหมายเดียวกันเสมอไป….








