วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

3 คน 3 KPI

ผมไม่ทราบว่า คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง กับ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร จะยอมเปิดเผย “จดหมายรัก” จาก กระทรวงการคลังถึงบอร์ดแบงก์ชาติฉบับนั้นหรือไม่

แต่ผมเชื่อว่า คนทั้งประเทศต้องการอ่านเนื้อหาของเอกสารฉบับที่ ดร.โกร่ง อ่านให้คณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยฟัง ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่ผ่านมา

เพราะว่าถ้าได้เปิดเผยเนื้อหาจริงๆ แล้ว ก็จะได้ละลายข่าวลือข่าววิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “ข่มขู่” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ได้อย่างดี

ผมยังอยากเชื่อว่าการสื่อสารระหว่างผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ เป็นไปอย่างผู้มีวัฒนธรรมและเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรี ของกันและกันเป็นอย่างยิ่ง

จะให้ผมเชื่อได้อย่างไรว่ารัฐมนตรีคลัง จะไป “ขู่” ผู้ว่าการแบงก์ชาติได้ เพราะเรื่องนโยบายดอกเบี้ยเป็นเรื่องระดับชาติ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ใช่เป็นสิทธิของรัฐมนตรีหรือของผู้ว่าการแบงก์ชาติ

เพราะว่ากติกาที่วางเอาไว้ทุกวันนี้ ว่าด้วยความสัมพันธ์ของกระทรวงการคลังกับธนาคารกลางนั้น เป็นหลักการสากล ที่ให้มีการ “รักษาระยะห่าง” และ “ถ่วงดุล” กันอย่างเหมาะเจาะ เพื่อไม่ให้อิทธิพลทางการเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง และเพื่อไม่ให้ผู้ว่าการธนาคารกลางมีอำนาจมากเกินความพอดี

จึงเป็นการถ่วงดุลที่ถูกต้อง ชอบธรรม และทำให้ประชาชนอย่างพวกผม มีความสบายใจได้ว่าไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกระทำการอันเป็นการให้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติได้

ผมรู้จัก คุณกิตติรัตน์ คุณวีรพงษ์ และ คุณประสาร มีโอกาสได้สนทนากันลึกๆ หลายรอบ และเห็นว่าทั้งสามท่านเป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีหลักการทำงานที่เป็นมืออาชีพ มีความเคารพในอิสระของกันและกัน
ผมจึงไม่เชื่อว่าใครจะสามารถ “ข่มขู่” ใครได้ เพราะต่างก็มีศักดิ์ศรี ไม่ยอมให้อำนาจหรืออิทธิพลที่ไม่ชอบมาพากลมาข่มขู่บังคับให้ทำอะไรที่ตนไม่อยากทำ หรือที่จะทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยในความเป็น “มืออาชีพ” ได้

ประเด็นที่สำคัญสำหรับผม คือ ทั้งสามท่านมี KPI (Key Performance Index) หรือ “ดัชนีวัดผลงาน” ในสายตาประชาชนอย่างพวกผมต่างกัน ดังนั้น บางครั้งจึงอาจจะมีมุมมองที่แปลกแยกออกไป

ซึ่งไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือเป็นความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากจะผลักดันให้นโยบายเป็นไปทางใดทางหนึ่ง
ขอเพียงให้เคารพในหน้าที่และสิทธิของกันและกัน เป็นประการสำคัญ

KPI สำหรับรัฐมนตรีคลัง ที่ถูกต้องคือการสร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจ และความที่เป็นนักการเมือง ต้องการแสดงผลงาน มีแรงกดดันจากพรรค และคณะรัฐมนตรี จึงมองผลระยะสั้น ต้องการเห็นตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ออกมาสวยงาม ประกาศเป็น “ผลงาน” ของตนและรัฐบาลได้ ดังนั้น แนวโน้มที่จะเอนเอียงไปทางด้าน “ประชานิยม” และ “อัตราเติบโต” ไตรมาสต่อไตรมาส จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นกันได้เป็นประจำ

ส่วน KPI ของผู้ว่าการแบงก์ชาติอันพึงประสงค์สำหรับประชาชนนั้น คือ คนที่ดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่อิงกระแสการเมือง ไม่เอาใจนักการเมือง ถ่วงดุลระหว่างอัตราเติบโตของเศรษฐกิจกับเสถียรภาพระยะกลางและระยะยาว และพร้อมอธิบายกับประชาชนว่าทำไมบางครั้งจึงต้องต้านกระแสความต้องการความคึกคักที่คนบางกลุ่มบางก้อนเรียกร้องต้องการ

ผู้ว่าการแบงก์ชาติต้องเข้าใจความสำคัญของความเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาดูดัชนีเศรษฐกิจตัวอื่นที่อ่อนไหวอย่างใกล้ชิด เช่น เงินเฟ้อ ฟองสบู่ และความผันผวนแห่งเศรษฐกิจโลก
สำหรับประธานธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น KPI คือ การดำรงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพในการระดมความคิดเห็นของกรรมการทุกท่านในบอร์ดของธนาคารแห่งประเทศไทย และสามารถประสานความเข้าใจของฝ่ายต่างๆ ในคณะกรรมการ ให้สอดคล้องต้องกันกับเป้าหมายของการดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เมื่อ “ดัชนีวัดผลงาน” ของทั้งสามท่าน มีความแตกต่างกันเช่นนี้ ผมจึงไม่แปลกใจที่จะมีความเห็นแตกต่างกันในนโยบายการเงินการคลังสำคัญๆ เช่น เรื่องอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ จีดีพี และตัวชี้วัดทุกตัวที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

ใครทำงานสอดคล้องกับ “ไม้วัด” และ “ความคาดหวังของสาธารณชน” เพียงใด จึงเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศเป็นคนตัดสินและประเมินตลอดเวลา

ผมจึงอยากให้ทั้งสามท่านเปิดเผยเนื้อหา “จดหมายรัก” จากรัฐมนตรีคลังถึงประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ระบุอ่านให้กรรมการบอร์ด (โดยเฉพาะผู้ว่าการแบงก์ชาติ) ให้ฟังชัดถ้อยชัดคำในการประชุมด้วย

เพื่อให้รู้กันอย่างชัดเจนว่าจริงไหมที่กระทรวงการคลังบอกบอร์ดแบงก์ชาติ ว่า ถ้าไม่ลดดอกเบี้ยนโยบาย “บอร์ดแบงก์ชาติจะต้องร่วมรับผิดชอบในกรณีเกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ”

ชาวบ้านจะได้ประเมินการทำงานของแต่ละท่านได้ถูกต้องและแม่นยำจริงๆ