วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อนาคตจากมุมมองของอัล กอร์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐอัล กอร์ ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2550 พิมพ์หนังสือเล่มล่าสุดออกมา

ชื่อ The Future : Six Drivers of Global Change (สำนักพิมพ์ Random House) ชื่อของหนังสือคงแปลว่า “อนาคต : หกตัวขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงโลก” หรืออะไรเทือกนั้น หนังสือเล่มนี้น่าจะขายดีใกล้เคียงกับเล่มก่อนๆ ของเขา จะมีผู้เห็นด้วยจำนวนมาก แต่จะมีผู้เห็นต่างแบบสุดขั้วจำนวนหนึ่งเช่นกันโดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่าขวาตกขอบในอเมริกา เขามองว่าตัวขับเคลื่อนทั้งหกประกอบด้วยวิวัฒนาการในด้านต่างๆ ดังนี้

การเชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่นของเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำงานแบบบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์บนฐานใหม่ในด้านความสัมพันธ์ของการไหลเวียนของทุน แรงงาน ตลาดสินค้าและรัฐบาล

การเกิดโครงข่ายอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมโลก ทำให้เกิดการเชื่อมต่อความรู้สึกและความนึกคิดของชาวโลกนับพันล้านคนซึ่งเข้าถึงข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตัวส่งสัญญาณต่างๆ ที่ฝังตัวอยู่ทั่วโลก และเครื่องจักรกลที่คิดแทนคนได้ซึ่งบางอย่างคิดสิ่งต่างๆ ได้เร็วกว่าคนแล้ว

การเกิดขึ้นของความสมดุลใหม่ในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากความสมดุลในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อสหรัฐเป็นผู้นำและผู้ให้ความมีเสถียรภาพ ฝ่ายโลกตะวันออกเข้ามาแทนโลกตะวันตก ศูนย์กลางอำนาจที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกเข้ามาแทนที่ประเทศร่ำรวย ภาคเอกชนเข้ามาแทนที่รัฐ และตลาดเข้ามาแทนระบบการเมือง

การขยายตัวแบบไม่ยั่งยืนในด้านประชากร เมืองขาดใหญ่และการใช้ทรัพยากร นอกจากนั้นยังมีการสูญเสียผิวดิน แหล่งน้ำ สิ่งมีชีวิตต่างๆ พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของมลพิษ และเศรษฐกิจที่วัดกันโดยวิธีที่แสนบัดซบซึ่งนำไปสู่การกระทำในด้านการทำลายตัวเองแบบหลงผิด

การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีที่มีอานุภาพสูงทางด้านชีวะ เคมีชีวะ กรรมพันธุ์ และสสารต่างๆ ซึ่งทำให้เราสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของสิ่งต่างๆ ได้รวมทั้งการสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ขึ้นมาด้วย

การเกิดความสัมพันธ์แนวใหม่ระหว่างพลังอำนาจของมนุษย์กับระบบนิเวศของโลกโดยเฉพาะในด้านที่เปราะบางมากที่สุดอันได้แก่ความสมดุลในชั้นบรรยากาศและฤดูกาลของโลกซึ่งมนุษย์ต้องพึ่งพา พร้อมกันนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทางเทคโนโลยีด้านพลังงาน การอุตสาหกรรม การเกษตรกรรมและการก่อสร้างที่สามารถนำมาใช้ได้ในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีและมีความสมดุลระหว่างอารยธรรมมนุษย์และอนาคตของโลก

ตัวขับเคลื่อนทั้งหกนี้มีอานุภาพสูงมาก มันจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงนั้นจะนำไปสู่ด้านดีหรือด้านร้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของมนุษย์ว่าจะเลือกทำอะไรต่อไปในทางด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ

จริงอยู่อัล กอร์ ต้องการให้ผู้อ่านทั่วโลกเข้าใจในสิ่งที่เขาเขียน แต่เขาบอกว่าเขาอยากฝากสารไปถึงชาวอเมริกันเป็นพิเศษและอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ เพราะเขามองว่าสหรัฐเป็นประเทศเดียวที่มีพลังอย่างเพียงพอที่จะนำชาวโลกให้ตัดสินใจไปในทางที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้สังคมมนุษย์วิวัฒน์ไปในทางยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เขามองว่าสภาพปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยให้สังคมอเมริกันทำเช่นนั้นได้ด้วยปัจจัยสำคัญยิ่ง นั่นคือ เงินได้เข้าไปครอบงำการเมืองและระบบเศรษฐกิจหมดแล้ว ชนชั้นเศรษฐีสามารถยึดส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจไปเป็นของตนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และไม่ยอมให้มีการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์และระบบแรงจูงใจที่จะทำให้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจทำงานไปตามอุดมการณ์ของมันได้ ฉะนั้น ชาวอเมริกันจะต้องปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจของตนก่อน แต่จะทำได้อย่างไรอัล กอร์ มิได้ให้ความกระจ่างมากนัก

จากมุมมองของด้านความคิดพื้นฐาน สังคมอเมริกันคงปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจไปในทางยั่งยืนได้ยาก เนื่องจากเป้าหมายหลักของสังคมอย่างหนึ่งซึ่งได้แก่การแสวงหาความสุขอันเกิดจากการบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (การบริโภคในที่นี้ไม่จำกัดอยู่ที่การส่งของเข้าปากแล้วกลืนลงท้อง หากรวมสิ่งของและบริการทุกอย่างที่มนุษย์เราใช้หมดไปในแต่ละวัน) เป้าหมายดังกล่าวเขาเขียนไว้ในคำประกาศอิสรภาพของประเทศจากอังกฤษเมื่อ 2319

ตอนนี้เริ่มมีผู้เสนอให้เปลี่ยนเป้าหมายไปใช้ “การมีชีวิตที่ดี” แทนการแสวงหาความสุข ปัจจัยสำคัญในการมีชีวิตที่ดีได้แก่การบริโภคพอประมาณตามความจำเป็นสำหรับดำเนินชีวิต มิใช่บริโภคเพื่อสนองความอยาก เรื่องนี้มีอยู่ในหนังสือของปราชญ์สองพ่อลูกโรเบิร์ตและเอ็ดเวิร์ด สกีเดลสกี้ เรื่อง How Much Is Enough? Money and the Good Life ซึ่งคอลัมน์นี้ได้นำมาเสนอไว้เมื่อวันที่ 7 - 28 ธันวาคม 2555 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเช่นเจฟฟรี่ แซคส์ ก็เสนอให้บริโภคแบบมีสติ หรือ พอประมาณเช่นกัน ดังที่คอลัมน์อ้างถึง แนวคิดของพวกเขาอยู่ในกรอบของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสิ้น เท่าที่ผ่านมา คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วย ฉะนั้น การจะรอชาวอเมริกันให้เป็นผู้นำในด้านการพาไปสู่ความยั่งยืนคงไม่ได้ คนไทยต้องนำโดยการเริ่มทำเองไม่ว่ารัฐบาลจะฉลาดพอที่จะสนับสนุนด้วยนโยบายหรือไม่ก็ตาม