เดือนนี้ขออนุญาต เคาะสนิม วิชาเศรษฐศาสตร์อีกสักครั้งนะครับ
ขออนุญาตใช้สิทธิ การเป็นเศรษฐศาสตร์บัณฑิต สำนักท่าพระจันทร์ วิเคราะห์เรื่องสุดฮอตขณะนี้ ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักนอกเหนือจากเสนอมุมมองการเลือกตั้งจากวิชาความรู้ที่ได้เรียนมา ก็มีวัตถุประสงค์รองในการที่จะเตือนสติท่านผู้มีสิทธิเลือกตั้งในคราวนี้ว่า หากเรามีสติ เราก็จะใช้วิจารณญาณได้ดีขึ้น และสุดท้ายก็จะเลือกไม่ผิดครับ ดังนั้นขอให้ท่านผู้อ่าน “ปล่อยวาง” ความรู้สึก ชอบใคร/ไม่ชอบใคร หรือหมั่นไส้/ชื่นชมใครก็ตามในบรรดาผู้เสนอตัวทั้งหมดเอาไว้ข้างๆ ตัวท่านไว้ก่อนนะครับ เช่นเคยครับ ความเห็นทั้งหมดเป็นความเห็นของผมเป็นการส่วนตัวนะครับ
ก่อนจะไปใช้วิชาเศรษฐศาสตร์ ขอเกริ่นแนะนำท่านผู้อ่านสักเล็กน้อยเรื่องกทม. การบริหารงานของ กทม. จัดตั้งขึ้นมาเป็นพิเศษไม่เหมือนการปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป ขอบเขตการบริหารงานของ กทม. รวมส่วนที่เป็น "เทศบาล" และการบริหารจัดการทางด้าน “ส่วนกลาง” และ “รัฐศาสตร์” เข้ามาไว้ด้วยกัน แต่พวกเราโดยทั่วไปมักจะได้ยินได้ฟังว่า กทม. ทำโน่น ทำนี่เยอะแยะไปหมด ดังนั้นขอได้โปรดแยกแยะให้ได้ว่าการกระทำการหรือการบริหารกทม. นั้น ผู้บริหาร กทม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าฯ นั้น สามารถทำอะไรได้บ้าง มิฉะนั้นก็จะเป็นเหยื่อของ marketing campaign ที่มีอยู่ในขณะนี้นะครับ
วิชาเศรษฐศาสตร์ที่ผมจะนำมาใช้คราวนี้ โดยมากจะอยู่ในแวดวงของวิชาการคลังสาธารณะ (Public Finance) ซึ่งเป็นวิชาที่กล่าวถึงการบริหารจัดการสินค้าสาธารณะ (Public Goods) การอุดหนุน/ชดเชยทางการคลัง (Subsidies) ซึ่งหมายรวมถึง การกระจายสินค้าสาธารณะที่มีอยู่ด้วยนะครับ ขอเริ่มต้นด้วยสินค้าสาธารณะคืออะไร Public Goods ก็คือสินค้าหรือบริการที่ภาครัฐนำเสนอให้กับประชาชนโดยทั่วไป โดยใช้เงินภาษีที่เก็บได้มาใช้ในการ “ผลิต” สินค้าหรือบริการดังกล่าว
การนำเสนอสินค้าดังกล่าวให้กับประชาชนจะไม่เลือกที่รักมักที่ชังว่า ชอบใครคนไหนก็อนุญาตให้เขาเหล่านั้นบริโภคได้ ไม่ชอบใครก็ไม่อนุญาต ดังนั้นบุคคลทั่วไปจะสามารถบริโภคได้ ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเสียภาษีหรือไม่เสียภาษีก็ตาม ตัวอย่างที่มักนำมายกเป็นตัวอย่างเสมอสมัยผมยังเป็นละอ่อนวิ่งเล่นอยู่แถวท่าพระจันทร์ ก็คือ การดำเนินนโยบายกลาโหม และการดำเนินนโยบายต่างประเทศ (อันหลังนี้ระยะหลังๆ ก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็น สินค้าสาธารณะของไทยหรือกัมพูชา)
ในส่วนสินค้าสาธารณะที่ กทม. นำเสนอให้กับคนกรุงเทพฯ หากเรานำเอาโครงสร้างการบริหารราชการ กทม. ออกมาดู ก็พอจะเห็นได้ดังนี้นะครับ การให้บริการสาธารณสุข (ทั้งเชิงรุกโดยสำนักอนามัยและเชิงรับโดยสำนักการแพทย์) การบริการการศึกษา (โดยสำนักการศึกษา) การให้บริการทางนันทนาการ (โดยสำนักวัฒนธรรม กีฬา และ การท่องเที่ยว) การให้บริการด้านบริหารจัดการน้ำ (โดยสำนักระบายน้ำ) การก่อสร้าง การเก็บขยะมูลฝอย เอาเท่านี้ก่อนนะครับ ซึ่งน่าจะครอบคลุมเกือบทั้งหมดอยู่นะครับ
ดูๆ แล้ว งาน กทม. ก็ไม่แตกต่างจากงานของเทศบาลโดยทั่วไปเท่าใดนัก ซึ่งเป็นงานลักษณะการให้บริการพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ และลักษณะที่เป็น Public Goods ดังได้อธิบายดังกล่าวข้างต้น พวกเราก็น่าจะวิเคราะห์ได้ว่า การให้บริการดังกล่าวได้ครอบคลุมไปยังกลุ่มผู้คนที่อยู่นอกเขตภูมิศาสตร์ของกทม. ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมาก อาจจะเป็นสัดส่วนที่มากอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผู้คนที่เป็นคนกรุงเทพฯอย่างแท้จริง (เช่นผม) ที่มีสำมะโนครัวอยู่ในกรุงเทพฯ และมีสิทธิเลือกผู้ว่าฯ
งานตั้งมากมายและละเอียดขนาดนี้ ท่านทราบไหมครับว่า กทม. มีเงินอยู่เท่าไร หากเราเข้าไปดูรายละเอียด ข้อมูลที่ปรากฏอยู่แบบสาธารณะก็จะทราบว่างบประมาณรายรับของ กทม. เป็นเท่าไร ตัวเลขที่ผมไปหาในอินเทอร์เน็ตก็เลยทราบว่า งบประมาณปี 2555 กทม. มีรายรับทั้งสิ้นประมาณ 55,000 ล้านบาท ก็ไม่น้อยนะครับ แต่สิ่งที่ทำให้ผมตกใจเล็กน้อย ก็คือ ในเงิน 55,000 ล้านนี้ เป็นส่วนที่กทม. หาได้เองเพียง 12,200 ล้านบาท ที่เหลือกว่าสี่หมื่นล้านบาท เป็นสิ่งที่ กทม. เรียกว่า "ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้" ซึ่งหมายความว่า กทม. จะต้องได้รับมาจาก กระทรวงทบวงกรมที่เกี่ยวข้อง จริงอยู่มีข้อตกลงที่ชัดเจนว่าต้องแบ่งปันในสัดส่วนเท่าไร
ในทางปฏิบัติ การเตะตัดขาหรือการเตะถ่วง ซึ่งเป็นงานถนัดของกลุ่มคนที่มีอาชีพแบบพิเศษถนัดอยู่แล้วก็ยังเห็นได้อยู่ทั่วไป ดังนั้นมันจึงกลายเป็นหัวข้อหาเสียงเรื่องไร้รอยต่อไงครับ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว มันไม่เคยมี “รอยต่อ” ที่ว่าเลยหากไม่มีการเตะตัดขา หรือ เตะถ่วงดังกล่าว
หากเรานำข้อจำกัดดังกล่าวมาวิเคราะห์แล้ว ก็จะทราบได้ว่าวิธีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ก็น่าจะเป็นไปในลักษณะที่ต้อง พยายามลด “ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้” และมาเพิ่มในส่วน “กรุงเทพมหานครจัดเก็บเอง” ผมก็ยังไม่เห็นมีเบอร์ไหนเสนอแนวความคิดหรือนโยบายที่ว่านี้เลย ข้อนี้จะเป็นการแก้ไขปัญหา “เตะตัดขาและเตะถ่วง” ได้ดีที่สุด ถ้าจะว่ากันตรงๆ ไอ้ฝ่ายส่วนกลางนี่แหละที่ไม่ชอบที่จะให้มันเปลี่ยนแปลง
อีกแนวทางหนึ่งที่น่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องนโยบายการคลังของ กทม. ได้ก็คือ การให้ประชาชนผู้ใช้สินค้า/บริการสาธารณะดังกล่าวมีส่วนร่วมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น ในส่วนวิชาPublic Finance เรียกว่า Productive Matching Grant ตัวอย่างเช่น ค่าเก็บขยะหรือค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมการให้บริการโดยตรงของกทม.ที่สามารถทำได้เอง และให้จัดเก็บในอัตราที่เหมาะสมกับลักษณะการให้บริการ (แน่ล่ะมันคงจะต้องแพงขึ้น) ก็จะทำให้การพึ่งพาในส่วนที่เรียกว่า “ส่วนราชการอื่นจัดเก็บให้” ลดลง หากทำโดยต่อเนื่องเป็นนโยบายที่ไม่สะดุด การเลี้ยงตัวเองได้ของ กทม. ก็จะเป็นจริงมากขึ้น
การแก้ไขปัญหาในปัจจุบันในลักษณะการให้สัมปทาน ก็สามารถทำได้ แต่ควรจะเป็นในลักษณะทำเมื่อจำเป็น และการที่ กทม. จะมีส่วนได้ส่วนเสียจากการ”Matching” ของเงิน "ชดเชย" ดังกล่าวนั้น ต้องสะท้อนความเป็นจริงและไม่เสียเปรียบ แต่หากทำไปเพื่อให้มันอยู่ Off Balance Sheet เพื่อการที่จะนำเงินไปใช้โดยไม่ต้องผ่านขบวนการตรวจสอบ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกและต้องแก้ไข หรือหากจะยังคงในลักษณะที่เป็นไปในแบบปัจจุบัน คือ ต้องพึ่งพาความกรุณาของส่วนกลาง (อันเป็นที่มาของ Campaign ไร้รอยต่อ) เราก็อาจต้องถามตัวเองให้มากๆ ว่า แล้วจะมีอะไรมาเป็นตัวกระตุ้นให้ กทม. มีความเป็นอิสระ (จริงๆ) มากขึ้นในทางการเงิน หรือหากจงใจจะให้ กทม. ต้องพึ่งพาจริงๆ ไม่อยากให้เป็นอิสระ ก็คงต้องถามใจตัวเองให้ได้คำตอบว่า แล้วจะยุติธรรมหรือ ที่ต้องเอาเงินในส่วนต่างจังหวัดมาสนับสนุนงานการของคนกรุง มันก็คงไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนและในท้ายที่สุด ก็เอา “ของฟรี” มาล่อเป็นครั้งๆ ไป ซึ่งในที่สุด ของฟรีดังกล่าวมันก็ไม่ฟรีหรอก (Nothing is free)
หวังเป็นอย่างยิ่งครับว่า บทความเดือนนี้น่าจะให้มุมมองที่กระตุ้นให้ทุกท่านไตร่ตรองได้ดีขึ้นนะครับ สวัสดี








