ปัญหาการดำเนินงานของธนาคาร เพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)หรือเอสเอ็มอีแบงก์
โดยเฉพาะผลดำเนินการของธนาคาร ที่ประสบปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ในระดับ 30% ซึ่งเป็นระดับที่ยากต่อการดำเนินกิจการต่อไปได้ นอกจากจะต้องมีการเพิ่มทุนและต้องเร่งแก้ปัญหาเอ็นพีแอล โดยอาจจะใช้วิธีการปรับโครงสร้างหนี้หรือจำหน่ายหนี้เสียออกไป เพราะหากหนี้เสียในระดับนี้ไม่มีทางเป็นไปได้จะดำเนินธุรกิจต่อไปได้
เอสเอ็มอีแบงก์ถือเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เช่นเดียวกันธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ที่เป็นสถาบันการเงินของรัฐในการดำเนินนโยบายต่างๆของรัฐบาล แต่กรณีของเอสเอ็มอีแบงก์กำลังจะซ้ำรอยธนาคารรัฐอื่นๆในอดีต กล่าวคือ มีความไม่โปร่งใสในการปล่อยกู้ และ มีการปล่อยกู้ให้กับเครือข่ายทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล
ตามที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสนั้น จำเป็นต้องมีการตรวจสอบว่ามีการปล่อยกู้อย่างไรทำให้เกิดปัญหาขึ้น และที่ผ่านมาดำเนินการตามมาตรฐานสถาบันการเงินพึ่งมีหรือไม่ เพราะพิจารณาจากความเห็นของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินในการตรวจงบบัญชี แสดงให้เห็นว่าแม้ใช้กฏระเบียบเฉพาะของธนาคารเฉพาะกิจ ที่ไม่ต้องทำตามกฏเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็ยังมีปัญหา
ที่ผ่านมา เอสเอ็มอีแบงก์ถือว่าเป็นสถาบันการเงินของรัฐ ที่เริ่มดำเนินการมาไม่นานเมื่อเปรียบเทียบกับธนาคารรัฐแห่งอื่น ดังนั้นย่อมเผชิญกับแรงเสียดทานทางการเมืองค่อนข้างมาก แต่ธนาคารของรัฐอื่นนั้นมีบทเรียนมายาวนาน ย่อมมีทางหนีทีไล่มากกว่า ซึ่งอาจจะรอดตัวจากการล้มละลายมาได้ เมื่อเกิดความเสียหายเนื่องจากนโยบายรัฐบาล ซึ่งไม่น่าแปลกที่จนบัดนี้ยังไม่สามารถหาผู้บริหารได้ อาจเป็นสัญญาณว่าปัญหาของเอสเอ็มอีแบงก์ค่อนข้างหนักหนาพอสมควรและยากในการแก้ไข
แต่ไม่ว่ากระทรวงการคลังจะแก้ปัญหาอย่างไร สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือความไม่โปร่งใสที่เกิดจากการปล่อยกู้ โดยต้องมีการตรวจสอบการปล่อยสินเชื่ออย่างละเอียดว่าเหตุใดจึงเกิดปัญหามากขนาดนั้น ซึ่งเราไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท แต่ความหละหลวมหรือไม่โปร่งใสน่าจะเกิดขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่ปัญหาเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนการดำเนินงานที่ไร้ประสิทธิภาพในอดีต และหากต้องการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จจริงๆ เชื่อว่ารัฐบาลต้องถมเงินอีกนับหมื่นล้านบาท
เราเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลไหน เพราะเอสเอ็มอีแบงก์ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลมาหลายยุคในการช่วยเหลือธุรกิจขนาดย่อม แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการบริหารงานภายในของเอสเอ็มอีแบงก์ ดังนั้นกรณีของเอสเอ็ทอีแบงก์กำลังให้บทเรียนครั้งใหม่ให้กับสังคมไทยอีกครั้งว่าหลักการและนโยบายที่ดีไม่อาจดำเนินการได้ หากมีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น และผลสุดท้ายภาระจะตกอยู่กับงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนทั้งประเทศ






