ปลายสัปดาห์ก่อนมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาแถลงดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันของไทย ซึ่งบ่งบอกว่ายังอยู่ในขั้นรุนแรง
ได้คะแนน 3.4 เต็ม 10 คะแนน มีข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจหลายประการจากดัชนีชี้วัดตัวนี้
สถานการณ์การต่อต้านคอร์รัปชันของไทย สอบตกอย่างสิ้นเชิง คะแนนกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อยจากผลการสำรวจครั้งก่อนหน้า แต่ยังมีการโกงกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐมากถึง 76.9% ระบุว่าต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ/นักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ได้สัญญา มีเพียง 7% เท่านั้นที่ไม่จ่าย ส่วนอีก 15.4% ตอบไม่ทราบ และกลุ่มที่ต้องจ่ายเงินพิเศษส่วนใหญ่ถึง 38.5% ระบุปีนี้ 2556 จะต้องจ่ายมากกว่า 25% ของรายรับ
ที่บอกว่าน่าสนใจเพราะภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชัน ที่นำโดยภาคเอกชน ได้ออกมารณรงค์อย่างเข้มข้นจริงจัง บอกว่าจะไม่จ่ายใต้โต๊ะอีกแล้วแต่ผลปรากฏว่ากลับเป็นตรงข้าม เมื่อผลสำรวจสูงถึง 76 % หมายถึงใน 100 คนที่ไปรับงานเกี่ยวข้องกับรัฐ มี 76 คนต้องจ่ายเพื่อให้ได้งานและจ่ายไปมากกว่า 25 %ของเม็ดเงินโครงการที่ได้
ไหนบอกว่าจะไม่จ่าย ไหนบอกว่าถ้าไม่มีคนจ่ายก็ไม่มีคนรับ หรือที่รณรงค์กันไปก็งั้นๆ สุดท้ายก็ต้องมาจ่ายเพื่อแลกให้ได้รับงานรัฐอยู่ดี
นักธุรกิจบางรายเล่าให้ฟังว่า เคยไปเสนอรับงานรัฐแบบถูกต้อง ไม่ใช้เส้นสาย ไม่จ่ายเงิน ปรากฏว่าเอกสารของเขาไม่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเลย ตั้งแต่นั้นมาเลยไม่เสนองานรัฐอีกเลย ถ้าไม่เขียนทีโออาร์ด้วยตัวเอง
กรณีที่จ่ายประมาณการกันว่ามีเม็ดเงินสูง โดยประเมินวงเงินคอร์รัปชัน จากงบประมาณรายจ่าย ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงงบลงทุนรัฐวิสาหกิจในปี 2556 ที่มีเม็ดเงินรวม 942,608 ล้านบาท หากผู้ประกอบการจ่ายเงินพิเศษที่ 25% จะคิดเป็นเม็ดเงินที่ประเทศต้องเสียหายจากการคอร์รัปชันสูงถึง 235,652 ล้านบาท
ไม่เฉพาะผลสำรวจคนไทยด้วยกันเองในกรณีการคอร์รัปชัน แต่สมาคมศูนย์ส่งเสริมธุรกิจยูโรเปียน-อาเซียน (หรืออีเอบีซี) ได้จัดทำผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยุโรปในประเทศไทยประจำปี 2555 ผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งเป็นผู้แทนภาคธุรกิจยุโรปในประเทศไทยทั้งสิ้น 221 ราย
นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจ ต่อความท้าทายปัจจุบันและโอกาสที่กำลังจะมาถึง สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และในระดับนานาชาติ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูง จากบริษัทขนาดต่างๆ ในหลากหลายสาขาธุรกิจ
มีประเด็นท้าทายหลักที่นักลงทุนยุโรปกังวลต่อประเทศไทย ก็คือ ผลการปฏิบัติงานของรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่อาจส่งผลเชิงลบต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านนโยบาย และการบังคับใช้กฎระเบียบ รวมทั้งการขาดความโปร่งใสและปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นข้อกังวลหลัก
ประเทศไทยกำลังเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทใน 7 ปี จะเปิดประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำอีก 3.5 แสนล้านบาท มีโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร 4-5 แสนล้านบาทต่อปี
เม็ดเงินมากมายมหาศาล การคอร์รัปชันก็มากมายมโหฬาร
เราจะเดินกันไปอย่างนี้ไหวหรือ ...?









