ผ่านพ้นปีใหม่ ชีวิตก็ใกล้ฝั่งเข้าไปอีกนิด ผมใช้ช่วงเวลานี้ใคร่ครวญทบทวนตนเอง เพราะเชื่อว่าถ้าอยากจะเข้าใจชีวิต ก็ต้องเริ่มต้น
ด้วยการทำความเข้าใจตัวเอง ศึกษาพิเคราะห์ตัวเองในแง่มุมต่างๆ ให้มากขึ้น พร้อมทั้งเรียนรู้คำสอนจากผู้รู้ทั้งหลาย แล้วหลอมรวมประกอบกันเป็น "ศิลปะการใช้ชีวิต" ของเราเอง
ธรรมะฉบับฆราวาส
ครั้งหนึ่ง ผมได้รับฟังข้อคิดจากพระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ซึ่งแนะนำแนวทางปฏิบัติให้แก่ฆราวาสทั้งปวงโดยให้ “ตัดตัณหา” อันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์
ผมฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจ เพราะเคยได้รับคำสอนมาก่อนหน้านี้อยู่เสมอว่าให้ “ตัดกิเลส” ผมก็คิดต่อไปว่า กิเลสนั้นมาคู่กับธรรมชาติของมนุษย์ ที่ทำให้เราชอบของหอม สิ่งสวยงาม อาหารรสชาติดี และไม่ชอบสิ่งที่ตรงข้าม (อันที่จริง นี่คือพื้นฐานจากสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ เพราะสิ่งที่บูดเน่า สกปรก หรือเหม็นเปรี้ยวก็มักจะเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา)
ในความเห็นของผม การตัดกิเลสเหล่านี้ควรเป็นเรื่องของพระหรือผู้ออกบวช เช่น พระป่านำอาหารที่ยอดเยี่ยมหลายๆ อย่างมาผสมคลุกเคล้าปนเปกัน เพื่อลดการยึดติดในรูปลักษณ์และรสชาติของอาหาร
พระธรรมกิตติวงศ์เมตตาขยายความให้ฟังอีกว่า กิเลสนั้นมีอยู่ 2 ชุด คือ โลภ โกรธ หลง และ ราคะ โทสะ โมหะ สำหรับผู้ตัดสินใจออกบวชนั้น โดยพื้นฐานความโลภจะเบาบางแล้ว จึงเน้นสอนเรื่อง ราคะ โทสะ โมหะ การชอบในสิ่งสวยงามทั้งหลาย ก็คือส่วนหนึ่งของราคะนั่นเอง ส่วนปุถุชนผู้ยังครองเรือนอยู่นั้น จะเน้นสอนในเรื่องโลภ โกรธ หลง เพราะยังอยู่ในวังวนของการสร้างและสะสมทรัพย์สิน จึงต้องระวังความโลภเข้าครอบงำ
ผมจึงค่อนข้างจะคล้อยตามพระธรรมกิตติวงศ์ที่สอนให้ฆราวาสตระหนักว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่กิเลส แต่อยู่ที่ตัณหาคือความอยากมี อยากได้ อยากเป็นในสิ่งที่ตนต้องการ และวิภวตัณหาคือ ความไม่อยากมี ไม่อยากได้ และไม่อยากเป็นในสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเมื่อไม่เป็นไปตามที่ตัวเองปรารถนาก็จะเกิดทุกขเวทนาในจิตใจ และพลอยลามไปทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรมลงด้วย ดังนั้น เราจึงต้องมีสติรู้เท่าทันและ “ตัดใจ” ให้ทันเวลา เท่ากับเป็นการตัด “ตัณหา” ไม่ให้ขยายตัวใหญ่โตจนกลายเป็นความทุกข์ที่ท่วมทับชีวิตของเราไปตลอด
คำสอนของนักปราชญ์แนวขงจื๊อ (儒家)
ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ (北宋) ประมาณ ค.ศ. 1000 มีนักปราชญ์คนหนึ่งซึ่งได้รับการยกย่องมาจนปัจจุบันชื่อว่า ฟ่านจ้งเยียน (范仲淹 ค.ศ.989 - ค.ศ.1052) ได้เขียนถ้อยคำอันลึกซึ้งไว้ที่หอเย่ว์หยางโหลว โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า “不以物喜,不以已悲。” (ไม่ยินดีด้วยเรื่องของวัตถุ, ไม่ทุกข์โศกด้วยเรื่องของตนเอง) ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนในพุทธศาสนา ที่ไม่ปล่อยให้วัตถุภายนอกมามีอิทธิพลต่ออารมณ์ ความรู้สึก และไม่หมกมุ่นวนเวียนอยู่แต่เรื่องของตัวเองว่าจะได้หรือเสียอะไร ก็เท่ากับเป็นการละวางการติดยึดในอัตตาลงไปทีละน้อย เช่น ผมมักจะเปรยเล่นๆ กับเพื่อนๆ ว่า ตอนนี้บาทหนึ่งเหลือสลึงเดียว เพราะปัจจุบันอายุ 60 ปีแล้ว หากสามารถมีอายุต่อไปจนถึง 80 ปี ก็เท่ากับว่าชีวิตนี้ใช้ไปแล้วเศษสามส่วนสี่ เท่ากับใช้ไปแล้ว 3 สลึง เหลืออีกเพียง 1 สลึงก็หมดแล้ว
คิดดูก็น่าหดหู่ห่อเหี่ยว แต่เมื่อได้ศึกษาคำสอนนี้แล้วก็ต้องฉุกคิด ไม่ควรมาทุกข์ใจอาลัยอาวรณ์กับชีวิตที่เหลืออยู่อีกไม่มากนัก แต่ควรจะเข้าใจถึงสถานภาพของผู้คนในแต่ละวัย และดำรงตนให้เหมาะสม เช่น เมื่อเกษียณหรือเกือบจะเกษียณ ก็น่าจะมีความสุขอยู่กับลูกหลาน ดื่มด่ำกับความอบอุ่นในครอบครัว และถ้าพอมีโอกาสก็ควรช่วยกันถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต ความคิดและความรู้ต่างๆ ให้แก่คนรุ่นหลัง ก็จะเป็นชีวิตบั้นปลายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า
ปรมาจารย์ขงจื๊อบ่นพึมพำถึงตัวเองในวัยชราว่า
“อายุสิบห้า มุ่งมั่นในการศึกษาเล่าเรียน
อายุสามสิบ ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
อายุสี่สิบ หมดสิ้นความสงสัย
อายุห้าสิบ เข้าใจลิขิตแห่งสวรรค์
อายุหกสิบ รับฟังเรื่องสารพันอย่างรื่นหู
อายุเจ็ดสิบ ทำอะไรก็ได้ดังใจปรารถนา หากไม่ผิดทำนองคลองธรรม”
ผมตีความในฐานะที่ตัวเองก็อายุหกสิบเช่นกัน ว่าคนวัยนี้คงจะมีอารมณ์เยือกเย็นลง ปล่อยปละละวางเรื่องต่างได้มากขึ้น จึงสามารถรับฟังความเห็นและคิดที่ขัดใจได้อย่าง “รื่นหู” ส่วนอายุเจ็ดสิบ ทำอะไรก็ได้ตามใจนั้น ผมคิดว่าคงไม่มีเรี่ยวแรงไปทำชั่วอะไรได้อีกแล้ว (แซวขงจื๊อเล่น) ผมยังไม่ถึงวัยนี้ จึงยังไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ แต่หวังว่าคงจะเข้าใจได้ดีเมื่ออายุเจ็ดสิบแล้ว
เกณฑ์อายุแต่ละช่วง จากถ้อยคำของมหาปราชญ์อย่างขงจื๊อนั้น ควรค่าแก่การตีความและพิเคราะห์ให้ลุ่มลึก อาจจะจำลองมาเป็นเป้าหมายในแต่ละวัยของเรา หรืออาจช่วยให้เข้าถึงสัจธรรมอย่างถ่องแท้มากขึ้น
คนที่เริ่มสูงอายุแล้วสมควรใคร่ครวญดู คนหนุ่มสาวยิ่งสมควรใคร่ครวญไว้ล่วงหน้า เพราะอนาคตที่แน่นอนที่สุด ก็คือทุกคนต้องกลายเป็นผู้สูงอายุอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ก็ตาม...








