เห็นข่าวว่าคุณ เป็นเอก รัตนเรือง บอกว่า จะจับมือกับ ภาสกร ประมูลวงศ์ ร่วมกันสร้างภาพยนตร์สารคดี
เรื่อง “ประชาธิปไตย” เพื่อบอกถึงการเดินทางของการเมืองไทยบ้านเราแล้ว ผมก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย
อาจจะเป็นเพราะยังงุนงงกับ “เหนือเมฆ 2” ไม่หาย
ประกอบกับความเชื่อส่วนตัวของผมมานานแล้วว่าเมืองไทยยังไม่มีใครทำ “ภาพยนตร์สารคดี” หรือ docudrama ที่เอาประวัติศาสตร์หรือชีวประวัติบุคคลที่น่าสนใจ มาทำเป็นหนังที่มีคุณภาพด้วยงานวิจัยและเขียนบทระดับสากล
ใครทำหนังสารคดีสะท้อนสังคมและการเมือง ผมเชียร์เต็มที่ทุกราย
เพราะผมเชื่อว่า สังคมไทยยังพยายามจะปิดบังความชั่วร้ายเรื่องการเมืองเอาไว้ ไม่เคยมีใครเอาเบื้องหลังของเหตุการณ์บ้านเมืองที่สำคัญๆ มาทำเป็นหนัง เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึง วิพากษ์วิจารณ์ และจับประเด็นทางการเมืองมาถกแถลงกันอย่างกว้างขวาง
สังคมใดจะพัฒนาก้าวหน้าไปได้ เรียนรู้จากอดีตเพื่อหลีกหนีการเกิดซ้ำของความผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวง ก็ต่อเมื่อ สื่อสารมวลชนสามารถเอาประเด็นร้อนๆ เหล่านั้น นำเสนอในรูปแบบต่างๆ รวมถึงภาพยนตร์ ซึ่งเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มก้อนได้อย่างกว้างขวางและเปิดกว้าง
ผู้มีอำนาจทุกยุคทุกสมัยของไทย พยายามผูกขาดความจริง ด้วยการกำกับควบคุมและห้ามการนำเสนอเรื่องราวการเมือง เพราะกลัวว่ามุมมืดของตนจะถูกนำมาเปิดเผย และประชาชนจะฉลาดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ภาพยนตร์ไทยจึงมีแต่เรื่องบันเทิงเริงรมย์ ยิ่งไร้สาระเท่าไร ยิ่งน้ำเน่าเท่าไร ยิ่งเป็นที่ชอบอกชอบใจของนักการเมืองที่ปกครองประเทศ เพราะนั่นเท่ากับเป็นการล้างสมองชาวบ้านให้หมกมุ่นอยู่กับเรื่องประโลมโลกย์
แต่เรื่องที่เป็นสาระ เช่น เบื้องหลังของความล้มเหลวของระบบการเมือง การผูกขาดอำนาจของกลุ่มการเมือง ทหารและนักธุรกิจบางกลุ่มบางพวก เป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ถ้าจะถูกนำเสนอในรูปแบบของภาพยนตร์ที่จะไปถึงคนไทยทั่วไป
คุณเป็นเอก บอกว่า หนังเรื่อง “ประชาธิปไตย” ของเขา จะเริ่มต้นฉากแรกด้วยคณะราษฎรที่ยึดอำนาจการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 แล้วไล่เรียงถึงเหตุการณ์ในสังคมปัจจุบัน นำเสนอผ่านการสัมภาษณ์ พูดคุยกับนักคิด นักประวัติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักกฎหมาย
เป็นหนังที่ต่างไปจากตำราในห้องเรียน เพราะ “ในแบบเรียนที่เล่ากัน เขาก็เล่าไปว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ซึ่งมันหลอกเราหมด เล่าแต่เรื่องดีๆ พูดแต่เรื่องดีๆ ที่จริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่หนังเรื่องนี้เราเอาคนที่เขารู้มากกว่าเรามาพูดให้ฟัง ซึ่งก็มีทั้งด้านที่เราอยากฟัง และไม่อยากฟังนั่นแหละ...”
ผู้สร้างหนังคนนี้ยอมรับว่า “...มันก็เป็นสารคดีที่พิกลพิการนิดๆ...เหมือนกับหลายๆ เรื่องในประเทศนี้ที่ออกมาแบบพิกลพิการ เพราะว่ามันมีบางอย่างที่กฎหมายบอกไว้ว่าเราไม่สามารถกล่าวถึงได้...”
แม้จะออกมา “พิกลพิการ” บ้าง ผมก็เชื่อว่าหากแวดวงสร้างภาพยนตร์และสารคดีของประเทศไทย เริ่มเจาะลงลึกเพื่อผลิตผลงานด้านการเมือง สังคม และความเหลวแหลกของสังคมไทยอย่างทุ่มเทและมุ่งมั่น ผมเชื่อว่าคนไทยจะให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะช่วยปกป้องเรียกร้องสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกผ่านสื่อ เช่น ภาพยนตร์อย่างเข้มข้น
เพราะว่าปฏิกิริยาที่ผ่าน social media ต่อการระงับการออกอากาศของ “เหนือเมฆ 2” พิสูจน์แล้วว่า คนไทยต้องการเห็นการนำเสนอปัญหาสังคมการเมืองในรูปแบบที่เปิดกว้าง ทุกช่องทาง และไม่มีใครสามารถยับยั้งเสียงเรียกร้องเช่นนี้ได้อีก
ในสหรัฐ หนังเรื่องฆาตกรรมอดีตประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ออกมาในรูปสารคดีภาพยนตร์มากมายหลายเวอร์ชั่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีข้อสรุปที่สอดคล้องต้องกัน หากแต่เพื่อนำเสนอแง่มุมที่แตกต่างให้สังคมได้รับทราบและวิเคราะห์
หนังเรื่อง Lincoln ที่ได้รับรางวัลขณะนี้ ก็เป็นการนำเอาประวัติศาสตร์การเมืองช่วงสำคัญของสหรัฐ ที่มีแง่มุมละเอียดอ่อนต่อคนมะกันมาตลอด ทำเป็นหนังเพื่อนำเสนอบางแง่ บางด้าน ของผู้นำอันโดดเด่นท่านนี้
ใครคิดจะสร้างหนังสารคดีใหญ่เรื่อง “มหากาพย์คอร์รัปชันประเทศไทย” ออกฉายทั่วประเทศ... อย่าลืมชวนผมด้วย!









