น่าจะชวนกันมาช่วยวิเคราะห์ข่าวชิ้นนี้ด้วย ที่พาดหัวว่า "มติวิปรัฐส่งพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ'อุกฤษ'
ให้กฤษฎีกาตรวจสอบ-'พีรพันธุ์' แจงไม่เอื้อ 'ทักษิณ'" ผมขออนุญาตตั้งประเด็นอย่างนี้ กติกาโลก เรื่องป้องกันคอร์รัปชัน นั้น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น : ไม่ใช่พ่อคนหนึ่งคนใด (ฮา)) เห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชัน กระทบต่อความบริสุทธิ์ โปร่งใส การบริหารงานภาครัฐ กระทบต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย และกระทบต่อเศรษฐกิจโลก จึงได้มีการจัดทำ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (United Nations Convention against Corruption) ขึ้น
>>> อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2548 มีประเทศที่ลงนามรับรองอนุสัญญาฯ จำนวน 140 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พยายามขอให้รัฐบาลไทยหลายชุดขอเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิก กระทั่งมาสำเร็จในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากนั้นประเทศที่ให้สัตยาบัน (ratify) หรือ ภาคยานุวัติ (accession) อนุสัญญาฯ แล้ว จำนวน 98 ประเทศ
>>> เมื่อรัฐบาลไทยสมัย 'อภิสิทธิ์' ขอเข้าร่วม ย่อมหมายถึงการผูกพันทุกองค์กรภายในประเทศ เพราะฉะนั้น การใช้อำนาจสภา ที่แม้จะมีอำนาจออกกฎหมาย แต่การออกกฎหมายนิรโทษกรรม เท่ากับเป็นการใช้อำนาจ "บิดเบือน" เรื่องที่มีผู้กระทำผิดฐานคอร์รัปชัน ไม่ให้ต้องมีความผิด ซึ่งขัดต่อสนธิสัญญา เพราะการบอกว่าจะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้คนผิดกฎหมายเป็นถูกกฎหมาย ย่อมทำไม่ได้
>>> การที่ ส.ส.ใช้อำนาจบิดเบือนอำนาจ เท่ากับจงใจทำขัดกฎหมาย ส.ส.-ส.ว.ที่จะโหวตให้กฎหมายนี้ขอให้คิดให้ดี และทางที่ถูกที่ควร ส.ส. ส.ว. ต้องเลิกพูดเรื่องนิรโทษกรรม เพราะตราบใดที่ไทยยังเป็นภาคีสนธิสัญญาต่อต้านคอร์รัปชัน ไม่มีทางทำได้ แม้จะส่งกฤษฎีกาดูอีกกี่สิบรอบก็ตาม เรียกว่าตีตะปูตอกฝาโลงคนที่อยู่แดนไกล กันเลยทีเดียว
>>> มาต่อกันที่เรื่องเขาพระวิหาร นับตั้งแต่ปี 2505 หลังจากศาลโลกตัดสินคดีเขาพระวิหาร ประเทศไทย ไม่เคยลาออกจากศาลโลก แม้ว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และคณะจะบอกว่าได้ยื่นใบลาออกส่งไปที่สมัชชาใหญ่สหประชาชาติแล้ว ก็ไม่มีผลให้ใบลาออกสมบูรณ์ เพราะเป็นการ "ยื่นผิดที่"
>>> ตามกฎบัตรยูเอ็น นั้น กำหนดให้สมาชิกยูเอ็น เป็นสมาชิกศาลโลก บทบัญญัติที่ 94.1 บอกว่า สมาชิกต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก บทบัญญัติที่ 94.2 บอกว่า สมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตาม ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ชี้ขาด และบทบัญญัติที่ 60 ของธรรมนูญศาลโลก ระบุชัดว่า คำพิพากษาศาลโลกให้ถือเป็นที่สุด ไม่มีอุทธรณ์ แต่ถ้ามีปัญหา "ขอบเขต" คำพิพากษา คู่ความสามารถร้องให้ตีความได้
>>> คดีเขาพระวิหาร นั้น ศาลโลก ไม่มีสิทธิตีความ เหตุเพราะไม่มีปัญหา "ขอบเขต" คำพิพากษา เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามคำพิพากษามาตลอด 50 ปี กระทั่งกัมพูชา เป็นฝ่ายทำผิดกฎยูเอ็น ซึ่งมีโทษสูงสุดต้องโดนขับออกจากสมาชิกยูเอ็น เนื่องจากกัมพูชา มีเจตนา "สู้รบ" (ตั้งฐานทหารในปราสาทพระวิหาร) เพื่อหาเหตุยึดดินแดนไทย ประเทศไทย ควรทำตามกฎบัตรข้อ 6 คือ ร้องไปที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้ขับกัมพูชา พ้นสมาชิกยูเอ็น ที่เป็นผู้ "ก่อสงคราม" ฝ่าฝืน กฎบัตรข้อ 1 และ ข้อ 2 แต่ที่มันยุ่งยากวุ่นวายในเวลานี้ ก็เพราะไทยสู้คดีแบบผิดๆ เล่นตามเกมกัมพูชา








