ความทรงจำในอดีตของผมมักจะมีอาหารชนิดหนึ่งเข้ามาเป็นส่วนประกอบเสมอ ในฐานะที่หาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพง แต่อิ่มอร่อยได้ทุกที่เพราะมีขายทั่วไป
ในทุกตลาด ทุกชุมชน ซึ่งคนทั่วๆ ไปก็มักซื้อติดมือกลับบ้านกันบ่อยๆ
อาหารชนิดนี้ทำไม่ยากนักเพราะไม่ต้องอาศัยวัตถุดิบมากมาย มีเพียงแค่กล้วยตัดเป็นแผ่นๆ แป้ง งา นำมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันแล้วนำไปทอด ก็กลายเป็น “กล้วยแขก” ให้เรารับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อยทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณย่า มาจนถึงวันนี้
กล้วยแขกในความทรงจำของผมที่นอกจากความอร่อยแล้วยังมี “บรรจุภัณฑ์” ที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยตลอดระยะเวลากว่า 20-30 สิบปีที่ผ่านมา นั่นคือการใช้กระดาษรีไซเคิลทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษหนังสือต่างๆ กระดาษใช้แล้วหน้าเดียว ฯลฯ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของกล้วยแขกในบ้านเราไปแล้ว
ที่สำคัญก็คือราคาของกล้วยแขกจากในอดีตถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงน้อยมาก ถึงทุกวันนี้ราคาอาหารอื่นๆ จะปรับตัวเพิ่มไปกี่เท่า กล้วยแขกก็ยังขายอยู่เพียง 10-20 บาทเท่านั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่กล้วยแขกจะเป็นขนมประจำชาติเราอย่างไม่เป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว
หันมาดูขนมกล้วยๆ ของต่างชาติดูบ้าง “โตเกียวบานาน่า” ดูจะคล้ายคลึงกับกล้วยแขกไม่น้อยด้วยวัตถุดิบหลักๆ คือกล้วย แต่ความนิยมของโตเกียวบานาน่าดูจะขยายตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนทุกวันนี้ใครมีโอกาสแวะไปญี่ปุ่นก็มักจะมีญาติพี่น้องฝากให้ซื้อกลับมาฝากอยู่เสมอ
แม้ภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะยังไม่ดีนัก แต่ต้องยอมรับว่าเขารู้จักการ “เพิ่มมูลค่า” ให้สินค้าของตัวเองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนกระทั่งขนมรับประทานเล่นธรรมดาๆ ที่ไม่แตกต่างอะไรกับกล้วยแขกบ้านเรา กลับมีสีสันและรสชาติหลากหลาย รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่มีทั้งกล่องและซองบรรจุดูดีมีราคา
จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่โตเกียวบานาน่าจะมีราคาขายปลีกถึงกล่องละ 1,500 เยน หรือประมาณ 500 บาทมากกว่ากล้วยแขกบ้านเราถึง 2,500% ทั้งๆ ที่วัตถุดิบ โดยเฉพาะที่ใช้ในการผลิตอาหารแทบจะต่างกันไม่มากนัก
เพราะอะไร อาหารรับประทานเล่นเหมือนกัน แต่บ้านเรากลับอนุรักษ์ไว้เสียจนแทบจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ราคาขายก็แทบจะไม่ทำให้พ่อค้าแม่ขายรวยขึ้นมาได้ แต่อีกฟากหนึ่งกลับพัฒนาจากของรับประทานเล่นกลายเป็นของฝากที่ใครๆ ก็อยากได้จนถึงขนาดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
สิ่งที่ขาดหายไปก็คือการ “เพิ่มมูลค่า” ให้สินค้า จากของรับประทานเล่นราคาถูกก็อาศัยการปรับปรุงรสชาติให้หลากหลาย และปรับบรรจุภัณฑ์หรือแพ็คเกจให้สวยงามรวมถึงอายุสินค้าก็เก็บได้เป็นสัปดาห์ๆ ทำให้สินค้ามีราคาน่าซื้อฝากคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้อาศัยการพัฒนามาอย่างยาวนานไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเพียงไม่กี่วัน
สำหรับคนทำงานบ้านเราอาจต้องเจอกับปัญหาเฉพาะหน้ามากมายจนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องเหล่านี้ เช่นเมื่อรัฐบาลมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทแล้วก็เริ่มกังวลว่าตัวเองจะได้ปรับเงินเดือนขึ้นบ้างไหม หรือจะได้รับโบนัสไหม แต่กลับไม่คิดว่าตัวเองมีคุณค่าเพิ่มเติมขึ้นอย่างไรบ้าง
หากเวลาผ่านไปหลายๆ ปี แต่บุคลากรยังคงมีพื้นฐานความคิดเช่นนี้ก็คงไม่ส่งผลดีกับองค์กรแน่ เพราะท้ายสุดทุกคนจะคิดถึงเพียงแต่การปรับเงินเดือน การให้โบนัส โดยไม่ได้นึกถึงตัวเองว่าได้พัฒนาตัวเองให้รองรับการเติบโตขององค์กรหรือไม่
การจะหันมาเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของตัวเองจึงดูเหมือนยาก แต่เริ่มต้นได้จากตัวเราเองซึ่งการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ให้ตัวเองก็เท่ากับเป็นการมุมมองใหม่ให้เรานำมาใช้ปรับปรุงสินค้าของราให้ดียิ่งขึ้น
เมื่อถึงวันหนึ่ง กล้วยแขกก็ย่อมแปลงโฉมไปสู่สิ่งใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มได้ในท้ายที่สุด








