วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้ปัญหาด้วยปัญญา

ย้อนไปปีก่อนนี้ ดิฉันยังจำได้ดีถึงความชุลมุนวุ่นวายท่ามกลางภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของประเทศไทยเท่าที่ดิฉันจำความได้

ถึงแม้ดิฉันจะไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยในตอนนั้น แต่ครอบครัวของดิฉันก็เจอน้องน้ำมาเยือนที่บ้านเหมือนกับใครหลายๆ คน จนครอบครัวของดิฉันรวมถึงน้องหมาสองตัวต้องหอบข้าวหอบของถือโอกาสไปตากอากาศที่ชายทะเลกันเป็นเดือน เป็นความทรงจำที่ทรมานใจมากเพราะดิฉันรู้สึกว่าไม่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้เนื่องจากไปปฏิบัติงานอยู่ต่างประเทศพอดี และที่ทรมานใจมากไปกว่านั้นก็คือความกลัวว่าปีนี้ ปีหน้าหรือปีไหนๆ พวกเราจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นอีกหรือไม่

เมื่อไม่นานมานี้ดิฉันได้รับเชิญไปร่วมประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และได้มีโอกาสเข้าไปดูงานที่ SMART (Stormwater Management And Road Tunnel) Tunnel Expressway ซึ่งเป็นอุโมงค์ที่รองรับสองภารกิจ คือ ในภาวะปกติจะไว้ใช้เป็นทางด่วนให้รถสัญจรไปมา แต่ในสภาวะที่พายุเข้าจนมีความเสี่ยงของน้ำท่วมฉับพลัน อุโมงค์นี้ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นทางระบายน้ำทันที อุโมงค์นี้พาดผ่านกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ ระยะทางยาวถึง 4 กิโลเมตร และอุโมงค์นี้ถูกสร้างให้เป็นระบบสองชั้น (double deck) เพื่อให้การจราจรเป็นแบบ one way รถไม่ต้องวิ่งสวนกันเพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ

ถ้าว่าไปแล้วด้วยตำแหน่งของประเทศมาเลเซีย เขามีความเสี่ยงกับน้ำท่วมฉับพลันมากเพราะเป็นประเทศที่เจอพายุอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าการยกประเทศหนีไปตั้งที่อื่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเขาต้องสู้ และเขาสู้ด้วยปัญญา เขาลงทุนกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงแม้เขาจะใช้งบประมาณมหาศาลกับการสร้างอุโมงค์นี้ (1.9 พันล้านริงกิต หรือเกือบสองหมื่นล้านบาท) เพราะเขาเชื่อว่าการลงทุนเช่นนี้คุ้มค่าเมื่อเทียบกับสวัสดิภาพของประชากรของเขาและความหายนะทางเศรษฐกิจถ้าเมืองหลวงเช่นกัวลาลัมเปอร์จะต้องจมไปกับสายน้ำ หลังจากได้ไปเยี่ยมชมฐานทัพกองบัญชาการ SMART Tunnel Expressway ด้วยตาของตัวเองแล้ว ต้องเรียนว่าดิฉันประทับใจมากและทำให้ดิฉันไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านของเรากล้าที่ประกาศเป้าหมายที่จะยกระดับประเทศของเขาให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2020

ตัวอย่างของการลงทุนทางเทคโนโลยีในการสร้างอุโมงค์ของมาเลเซียตอกย้ำความเชื่อของดิฉันว่าคำตอบที่ยั่งยืนของทุกปัญหามาจากปัญญา ดิฉันว่าคงไม่เคยมีใครที่เกิดมาแล้วไม่เคยประสบปัญหาอย่างแน่นอน แต่ต่างกันที่ว่าเราจะเลือกวิธีที่จะเดินหนีปัญหาแล้วให้ปัญหานั้นเดินตามมาหลอกหลอนเราไปตลอดชีวิต หรือเราจะเลือกที่จะใช้สติและปัญญาหาวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

เมื่อสมัยดิฉันเรียนปริญญาตรีอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นช่วงที่หลายๆ ประเทศในเอเซียประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ดิฉันเองจะถูกลดเงินค่าใช้จ่ายประจำเดือนอย่างมากแต่ก็โชคดีที่รัฐบาลไทยยังส่งเสียเรียนต่อ ไม่ถึงกับยกเลิกทุนการศึกษากลางคัน แต่ไม่ใช่ทุกคนโชคดีอย่างดิฉัน เพื่อนๆ บางคนของดิฉันที่ครอบครัวถูกผลกระทบทางเศรษฐกิจจนบางครอบครัวล้มละลายทำให้ไม่สามารถส่งเสียลูกๆ ให้เรียนต่อได้ก็มีอยู่หลายคน แต่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ดิฉันประทับใจกับการแก้ปัญหาใหญ่หลวงนี้ ที่จริงเขามาจากครอบครัวที่ร่ำรวยมากในประเทศเกาหลีใต้ แต่เมื่อทางบ้านประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจจนไม่สามารถส่งเสียให้เขาเรียนต่อได้ แทนที่เขาจะย่อท้อกลับประเทศของเขาไป เขาใช้สติปัญญาแก้ปัญหาโดยการตัดสินใจว่าจะต้องเรียนให้สำเร็จให้ได้ เขาตัดสินใจพักการเรียนหนึ่งปี เพื่อไปรับจ้างขับรถสิบล้อส่งของและนำค่าแรงมาเก็บเป็นค่าเล่าเรียน จนในที่สุดเขาก็กลับมาเรียนจนสำเร็จจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของโลกได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง

ในช่วงนั้นเช่นกัน ก็มีคนไทยท่านหนึ่งที่ดิฉันชื่นชมและนำมาเป็นตัวอย่าง เมื่อไรก็ตามที่ดิฉันคิดท้อถอย เพราะท่านเป็นผู้ที่ใช้ปัญญาแก้ปัญหาของพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ท่านผู้นั้นคือคุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ผู้ที่ร่วมกับภรรยาริเริ่มธุรกิจ ศิริวัฒน์แซนด์วิช ถ้าย้อนไปดูในช่วงยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูก่อนฟองสบู่แตก คุณศิริวัฒน์เคยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์เอเชีย ทุกคนในวงการตลาดหุ้นต้องรู้จักนักลงทุนที่มีชื่อเสียงคนนี้อย่างแน่นอน แต่เมื่อตลาดหุ้นตกต่ำลงในปี 2540 เขาแทบจะไม่เหลืออะไรเลย แต่เขาก็ไม่ได้หนีปัญหาและกับใช้ปัญญาในการหาอาชีพเลี้ยงตัวอย่างยั่งยืน เขาและภรรยาพร้อมกับพนักงานที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีกับเขาจึงเริ่มสร้างธุรกิจขายแซนด์วิชขึ้นมา ถึงแม้จะไม่ใช่ธุรกิจที่ได้กำไรหวือหวาอย่างการลงทุนในตลาดหุ้น แต่เป็นอาชีพสุจริตที่ตั้งอยู่ภายใต้ปรัชญาพอเพียง ความสำเร็จที่เริ่มต้นมาจากการแก้ปัญหาด้วยปัญญาทำให้คุณศิริวัฒน์เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องทั้งในและต่างประเทศ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศในฐานะ Mr. Sandwich of Thailand ในสื่อต่างประเทศอีกด้วย

ดิฉันว่าในสังคมสมัยนี้ พวกเราประสบปัญหากันเยอะแยะมากมายหลายรูปแบบ บางครั้งเวลาได้ยินข่าวการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ดิฉันจะรู้สึกสะเทือนใจมาก อยากบอกคนเหล่านั้นให้ตั้งสติ หยุดและคิดถึงคนรอบข้างที่มีปัญหามากกว่าเราเสียอีก เมื่อสติมาปัญญาจะเกิด แล้วเราก็จะสามารถหาทางที่จะสู้กับปัญหาได้อย่างยั่งยืน เหมือนเรามีอุโมงค์ทางความคิดมาช่วยระบายปัญหาชีวิตอย่างยั่งยืนค่ะ