มาตรการของประเทศพัฒนาแล้วที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจ และใช้แนวทางแก้ปัญหาด้วยการเข้าซื้อสินทรัพย์
โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น เป็นชาติล่าสุดที่ระบุว่าจะใช้นโยบายเข้าซื้อสินทรัพย์การเงินแบบปลายเปิด หรือไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด เริ่มตั้งแต่ต้นปีหน้า เพื่ออัดฉีดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ กำลังเป็นมาตรการที่เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แม้แต่อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางเยอรมนี ยังมองว่าโลกกำลังเดินไปสู่สภาพอันตราย เพราะมาตรการของธนาคารกลางประเทศต่างๆ ที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาด เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น นอกจากนั้น การกระทำดังกล่าวยังถูกวิจารณ์ว่าเสี่ยงที่จะทำให้ค่าเงินลดลง เพราะการเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น อาจส่งผลให้ค่าเงินของประเทศเหล่านี้อ่อนลง
บรรดาผู้ส่งออกของยุโรปพากันวิตก ว่า ญี่ปุ่นมุ่งทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินยูโร อันจะทำให้สินค้ายุโรปมีราคาแพงขึ้นในญี่ปุ่น ส่วนสินค้าญี่ปุ่นมีราคาถูกลงในยุโรป ขณะที่บราซิลก็วิจารณ์นโยบายทำนองนี้มาพักใหญ่แล้ว และพุ่งเป้าไปที่มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือคิวอีของสหรัฐ ซึ่งทำให้เงินทุนไหลเข้าระบบเศรษฐกิจบราซิล อันเป็นผลจากการที่นักลงทุนมองหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น สภาพการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เศรษฐกิจบราซิลร้อนแรงเกินไปและบ่มเพาะฟองสบู่สินทรัพย์ ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ก็ระบุทำนองนี้เหมือนกัน
แต่หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ไม่วิตกมากนักว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายดังกล่าว จะเป็นชนวนให้เกิดสงครามค่าเงิน เพราะแม้ว่าหลายฝ่ายรู้สึกว่ากระแสเงินทุนที่ไหลเข้าประเทศตลาดเกิดใหม่ มีจำนวนมากในระยะหลัง แต่พื้นฐานแล้วกระแสเงินทุนค่อนข้างผันผวน ขณะที่การดำเนินมาตรการของประเทศต่างๆ ในการสนับสนุนเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้งนั้น เป็นการเคลื่อนไหวที่เหมาะสมแล้ว
ไม่ว่าสันนิษฐานของฝ่ายใดจะถูกต้อง แต่ดูเหมือนว่าในช่วงนี้ตลาดเกิดใหม่จะเป็นดาวเด่นไปอีกสักระยะ โดยรายงานของแกรนท์ธอร์นตันระบุว่าตลาดเกิดใหม่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกปีนี้ เพราะว่าแนวโน้มในโลกยังถูกท้าทายอย่างต่อเนื่องจากวิกฤติหนี้ยูโรโซน และอัตราว่างงานที่สูงในสหรัฐ รายงานนี้คล้ายคลึงกับการปรับประมาณการฉบับล่าสุดของไอเอ็มเอฟ ที่มองว่าภาวะถดถอยอันยืดเยื้อในยูโรโซนและความอ่อนแอของญี่ปุ่น จะดึงรั้งการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้ให้อยู่ที่ระดับ 3.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 3.6% และกว่าเศรษฐกิจจะดีดตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.1% ได้ ก็ต้องรอปีหน้า อันจะเป็นช่วงที่มีการเติบโตในระดับรวดเร็วที่สุดนับจากปี 2553 หากการฟื้นตัวของยูโรโซนดำเนินไปอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง
แม้ว่าแนวโน้มฟังดูมีความหวัง เพราะเมื่อเทียบกับปีที่แล้วจะเห็นว่าความเสี่ยงร้ายแรงหลายอย่างลดน้อยลงไป แต่ความเสี่ยงขาลงก็ยังมีอยู่ อย่างวิกฤติยูโรโซนที่อาจปะทุขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายอีกครั้งหนึ่ง หรือการที่สหรัฐเข้มงวดงบประมาณขึ้นอย่างมาก ดังนั้น จึงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะความเสี่ยงต่างๆ คงไม่หายไปทั้งหมด ประกอบกับไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีกระแสเงินทุนไหลเข้ามาเช่นกัน ดังนั้น ตราบใดที่เศรษฐกิจของชาติที่พัฒนาแล้วยังฟื้นตัวไม่แข็งแกร่ง ความผันผวนก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ






