คำสุภาษิตจีนที่ว่า หนึ่งภาพแทนคำพูดได้นับพันคำ แม้ไม่ต้องมีบรรยายใต้ภาพ ผู้ชมก็สามารถเข้าใจได้
นั่นภาพสุภาพสตรีผู้มีอำนาจในชุดราตรีสีบานเย็น กับบุรุษสูงวัยที่มากด้วยบารมี ยืนสนทนากันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ในงานเลี้ยงรวมรุ่นรวมเหล่าของขุนศึก ณ สโมสรกองทัพบก ใครที่ได้เห็นภาพนี้ ก็เขียนคำบรรยายได้หมด
การเมืองภาคประชาชนแบบ "พึ่งพาอัศวินม้าขาว" ต้องขบคิดกันใหม่ ทำนองเดียวกัน การเมืองภาคประชาชนแบบ "พึ่งพาผู้นำประชานิยม" ถึงคราวตาสว่างเหมือนกัน
จะว่าไปแล้ว การเมืองไทยก็ดำรงอยู่ในสภาพ "ประนีประนอมคือด้านหลัก" มานานเกินกว่าครึ่งศตวรรษ
ในความเงียบงันของการเมืองบนท้องถนน ก็ปรากฏการเคลื่อนไหวของ "ตัวละครหน้าเก่า" ที่คืนสู่เวทีอีกครั้งหนึ่ง
คนแรกคือ "โป๊ะ" วัชรพันธุ์ จันทร์ขจร อดีตสหายปัญญาชนเขตน่าน และเคยเป็นเอ็นจีโอที่ทำงานด้านพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าทางภาคเหนือ ได้กลับมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง โดยช่วยงานด้านมวลชนตามถนัด
ยุคทักษิณฟีเวอร์ "โป๊ะ วัชรพันธุ์" ได้ชื่้อว่าเป็นหนึ่งในจอมยุทธ์ที่ใกล้ชิด "นายกฯประชานิยม" และเป็นมือทำงานมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล
ว่ากันว่า 25 มกราคมศกนี้ อดีตสหายหรือตัวแทนผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) 4 ภาค จะนัดประชุมกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านรามคำแหง เพื่้อปรึกษาหาเรื่องเงินช่วยเหลืออันเนื่องจากนโยบาย 66/2523 โดยการประสานงานของ "โป๊ะ วัชรพันธุ์"
"หมอรับรอง" หรือ ปราโมทย์ พรหมพินิจ แกนนำ ผรท.นครพนม ที่รู้จักมักคุ้นกับ 'โป๊ะ' วัชรพันธุ์ จันทร์ขจร ก็จะเข้าร่วมประชุมกับตัวแทน ผรท. 4 ภาคด้วย ซึ่งเมื่อครั้งที่ "หมอรับรอง" เรียกร้องขอการช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกินตามคำสั่ง 66/2523 ก็ได้รับการประสานจาก "โป๊ะ" จนทำให้เกิดการช่วยเหลือ "ผรท.บัญชี 1"
บังเอิญนายกฯทักษิณ ถูกยึดอำนาจไปเสียก่อน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงเป็นผู้ดำเนินการจ่ายเงินให้ ผรท.แทนเมื่อปี 2550
การปรากฏตัวของ "โป๊ะ วัชรพันธุ์" ในทำเนียบรัฐบาล พ.ศ.นี้ ทำให้จอมยุทธ์ฟากฝั่งตรงข้ามระบอบทักษิณหูผึ่งขึ้นมาทันทีทันใด
อีกคนที่เพิ่งเปิดตัวไปที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น ในเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ "รับรู้สถานการณ์ ร่วมสร้างประเทศไทย" คือ "สหายช่วง" ธงชัย สุวรรณวิหค อดีตกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประจำเขต 3 จังหวัด (ตรัง-พัทลุง-สตูล)
สหายช่วงกลับมาในบทบาทผู้ประสานงานการเมืองภาคประชาชน กับองค์กรที่ถูกออกแบบให้ทำงานเชิงยุทธศาสตร์ และการต่อสู้ทางความคิดชื่อ "สันนิบาตประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย" (สปท.)
ในวันนั้น ธงชัย สุวรรณวิหค พูดในหัวข้อ "ขบวนการประชาชนกับการปฏิวัติประเทศไทย" โดยเขาเชื่อว่า การต่อสู้กับทุนสามานย์เผด็จการ จะต้องมีการจัดตั้งองค์กรที่อุดมการณ์ และยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนยอมรับและกระจายเครือข่ายไปทั่วประเทศ โดยการวางแผนอย่างเป็นระบบ แต่ไม่ใช่การใช้อาวุธดั่งเช่นในอดีต
นัยว่าการก่อเกิด "สปท." เป็นการตกผลึกทางความคิดของนักเคลื่อนไหวมวลชน ที่ฝากความหวังไว้กับ "ขบวนการพิทักษ์สยาม" ว่าจะเกิดการลุกฮือของมวลชนประสานกับกองทัพ ยึดอำนาจรัฐบาลตัวแทนทุนสามานย์ แต่มันกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
เนื่องจากสถานการณ์ในระดับโครงสร้างอำนาจชั้นบน "เปลี่ยนไป" จึงทำให้เหล่าจอมยุทธ์ ที่อิงแอบกับ "องค์กรพัฒนาเอกชน" ใต้ร่มพระบารมี ต้องมาปรับขบวนกันใหม่
ที่ผ่านมา "สหายช่วง" มาทำงานเบื้องหลัง สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าสำนักทีนิวส์ แบบเงียบๆ ในฐานะนักยุทธศาสตร์
เปรียบเทียบบุคลิกการทำงานของ "โป๊ะ วัชรพันธุ์" กับ "สหายช่วง" นั้นเหมือนกันคือครบเครื่อง และถึงลูกถึงคน เพียงแต่ยืนอยู่คนละขั้วเท่านั้น









