วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจไม่มีจริง

ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ ถูกยกเป็นประเด็นเพื่อสร้างพลังทางการเมือง ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

ข้อมูลจากรูปชี้ให้เห็นว่า ในปี 2552 กลุ่มคนที่จนที่สุด (เส้นล่างสุด) กับกลุ่มคนที่รวยที่สุด (เส้นบนสุด) มีระดับรายได้ต่างกันถึง 11 เท่า และถ้าแนวโน้มช่องว่างของรายได้ยังเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ แบบนี้ ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า ความแตกต่างของรายได้อาจเพิ่มสูงขึ้นเป็น 16 เท่าเลยทีเดียว ความไม่เท่าเทียมกันนี้เองที่เป็นหนึ่งในปัจจัยเอื้อให้เกิดนโยบายประชานิยม ที่พิสูจน์มาอย่างคงเส้นคงวาในทุกภูมิภาคทั่วโลกว่าจะนำไปสู่จุดจบที่ไม่สวยงามนัก และ ณ จุดจบของเรื่อง คนที่เจ็บตัวมากที่สุดคือผู้มือรายได้น้อย ซึ่งก็คือคนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมนี้ในช่วงแรกนั่นเอง

ประชานิยมเป็นหนึ่งในหลายๆ นวัตกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ไม่ได้พูดกันออกมาให้ชัดก็คือ ความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ เป็นภารกิจที่ไม่มีวันเป็นจริง เพราะความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจเกิดจากสาเหตุหลัก 4 ข้อ

สาเหตุแรก เป็นเรื่องทางชีววิทยา คนเราเกิดมามีความสามารถที่แตกต่างกัน บางคนเป็นลูกชาวบ้านธรรมดาแต่ฉลาดเป็นกรด ส่วนลูกคนที่เคยเรียนเก่งหลายคนกลับเป็นแค่เด็กที่มีความสามารถในระดับปานกลาง ต้องย้ำว่า ความสามารถที่พูดถึงในส่วนนี้เป็นความสามารถที่วัดกันตอนที่เด็กคลอดออกมา ซึ่งถือเป็นทุนมนุษย์ตั้งต้นที่ทุกคนมี แม้การดูแลและโภชนาการระหว่างการอุ้มท้องจะช่วยได้ แต่ก็ไม่ได้รับประกันผลว่า แม่ทุกคนที่ได้รับการดูแลเหมือนกัน จะมีลูกที่มีความสามารถเท่ากัน

สาเหตุที่สอง เป็นเรื่องการเลี้ยงดู โดยเฉพาะในวัยเด็ก เมื่อปี 1972 ที่รัฐแคโรไลนาเหนือ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีโครงการชื่อว่า "อาเบเซเดเรียน" โครงการนี้นำเด็กซึ่งเกิดจากครอบครัวยากจนมาเลี้ยงดูในสถานเลี้ยงเด็กในช่วงเวลากลางวัน โดยมีกระบวนการควบคุมทั้งด้านโภชนาการ สุขภาพ และความช่วยเหลืออื่นๆ แบบเดียวกับที่เด็กทั่วไปได้รับ ควบคู่ไปกับวิธีการสอนแบบพิเศษเพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก แล้วติดตามเด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่เล็กจนโตเป็นเวลากว่า 30 ปี พบว่า เด็กจากครอบครัวยากจนซึ่งผ่านการเลี้ยงดูแบบนี้ เมื่อเข้าเรียนชั้นประถมและมัธยม มีผลการเรียนดีกว่าเด็กจากครอบครัวยากจนแต่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ มีโอกาสเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยมากกว่า มีโอกาสประสบความสำเร็จทั้งในชีวิตการงานและครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าการเลี้ยงดูมีผลต่อชะตาชีวิตของเด็กจริง

เนื่องจากพ่อแม่แต่ละคนมีลักษณะนิสัย ทัศนคติ และแนวทางการเลี้ยงดูที่ต่างกัน ลูกแต่ละคนจึงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ทำให้ความสามารถแตกต่างกันตามไปด้วย ยิ่งถ้าไปเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่างกันด้วย ความแตกต่างก็ยิ่งมีมากขึ้นอีก ด้วยเหตุนี้ ลำพังแค่ความแตกต่างตอนเกิดกันการเลี้ยงดู ก็สรุปได้ชัดเจนแล้วว่า คนสองคนโตขึ้นมาจะไม่มีทางเหมือนกัน ดังนั้น การคาดหวังว่าทั้งสองคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตในระดับเดียวกันจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

สาเหตุที่สาม เป็นเรื่องกลไกตลาด เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นอยู่ในวัยทำงาน ความสามารถหรือทุนมนุษย์ที่แตกต่างกัน จะถูกประเมินด้วยตลาด ว่าทุนมนุษย์ที่เขามีอยู่มีคุณค่ามากน้อยแค่ไหน บางคนเก่งเรื่องดนตรี แต่บังเอิญว่าช่วงนั้น มีคนเก่งเรื่องดนตรีแย่งกันหางาน คุณค่าของความเก่งก็ลดลง รายได้ที่ได้รับจากทุนมนุษย์จึงลดลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ หากกลไกตลาดมีความพิกลพิการ เช่น มีการผูกขาด นักดนตรีหลายคนวิ่งหางาน แต่ทั้งจังหวัดมีร้านอาหารที่เปิดรับนักดนตรีแค่ร้านเดียว ว่าที่ลูกจ้างก็จะไม่มีอำนาจต่อรองกับว่าที่นายจ้างได้เท่าที่ควร ดังนั้น คนที่มีทักษะที่หาได้ง่ายในตลาด ซึ่งปกติก็มีค่าตัวถูกอยู่แล้ว เมื่อเจอกับกลไกตลาดที่พิกลพิการ ก็ยิ่งจะมีโอกาสถูกกดระดับผลตอบแทนที่ได้ให้ลดน้อยลงไปอีก

ส่วนคนที่เลือกจะประกอบอาชีพอิสระ ชะตาชีวิตก็ถูกแขวนอยู่บนทุนมนุษย์ที่มีเช่นกัน หากเราศึกษานักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แม้หลายคนจะพูดอย่างถ่อมตัวว่าโชคช่วย แต่ความเป็นจริงแล้ว เป็นเพราะทุนมนุษย์ที่เขามีอยู่ต่างหากที่ช่วยให้เขาประสบความสำเร็จ

สาเหตุสุดท้าย เป็นเรื่องของโชค ถึงจะมีทุนมนุษย์เท่ากัน คนที่ไปอยู่ถูกที่ถูกเวลา ก็มีสิทธิประสบความสำเร็จได้มากกว่า

นัยเชิงนโยบายจากสิ่งที่กล่าวมาก็คือ แม้ว่าความเท่าเทียมกันแบบสมบูรณ์จะไม่มีอยู่จริง แต่เราสามารถลดความไม่เท่าเทียมนี้ให้น้อยลงได้ระดับหนึ่ง ด้วยสร้างความเท่าเทียมกันของคุณภาพการศึกษา เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนที่ขาดแต้มต่อ ตลอดจนการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและบริการอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตพื้นฐานของประชาชน จึงเป็นสิ่งที่รัฐไม่มีสิทธิมองข้าม

นัยอีกประการหนึ่ง คือ คนที่รวยขึ้นมาด้วยความสามารถของตนเอง จึงไม่ใช่ผู้ร้ายในระบบเศรษฐกิจ คนที่ทำนาบนหลังคนต่างห่างที่ควรถูกประณาม ดังนั้น การด่ากราดแบบเหมาเข่งว่านักธุรกิจและคนรวยเลวไปหมดจึงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เช่นเดียวกัน การมองคนที่มีรายได้น้อยแบบ “โง่ จน เจ็บ” ก็เป็นมุมมองที่คับแคบเป็นอย่างยิ่ง ก้าวแรกของการลดความไม่เท่าเทียมกันจึงไม่ใช่การวาดฝันนโยบายที่สวยหรู แต่เป็นการมองปัญหาด้วยท่าทีที่ถูกต้องและหัวใจที่เปิดกว้าง ปราศจากการแบ่ง “เขา” แบ่ง “เรา” เพื่อให้หลุดพ้นจากวาทะกรรมทางการเมืองที่หวังแต่จะให้คนไทยแตกแยกกัน