มโหรีปี่กลอง ประโคมครื้นเครง บอกให้รู้ว่า "ศึกเสาชิงช้า" ตามหาผู้ว่าฯกทม. คนที่ 16 เริ่มขึ้นแล้ว
นับเป็นครั้งแรกที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เกิดปรากฏการณ์ "สื่อเลือกข้าง" ชัดเจนมากที่สุด
"สื่อเลือกข้าง" โดยเฉพาะโทรทัศน์ดาวเทียม ทั้ง "จอฟ้า" "จอแดง" ต่างยิงสปอร์ต นำเสนอข่าว ให้น้ำหนักผู้สมัครที่ตนเองสนับสนุนมากกว่าข่าวผู้สมัครรายอื่นๆ หรือมีเสนอข่าวบ้างแต่เป็นประเด็นด้านลบของ "คู่แข่ง" ไม่นับรวมสื่อสิ่งพิมพ์บางค่าย
ครั้งนี้ควรที่นักนิเทศน์ศาสตร์ น่าจะใช้เป็นกรณีศึกษาบทบาทสื่อไทย ที่กระโจนลงมาเป็นแนวร่วมผู้สมัครจากพรรคการเมือง
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสื่อครั้งนี้ นับว่าน่าสนใจยิ่ง ทั้งเนื้อหาการนำเสนอ ว่ามีความเหมาะสมเพียงใดที่ ผู้ซึ่งอ้างตัวเองเป็น "สื่อ" แต่ขาดซึ่งจุดยืนความเป็นกลาง ผลักตัวเองไปฝักใฝ่การเมืองควรเรียกตัวเองเป็นสื่อหรือไม่
ไม่นับรวมการใช้โซเซียลเน็ตเวิร์ค ทั้ง เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม นำเสนอนโยบาย และการหาเสียง
"สื่อใหม่" เหล่านี้สามารถเข้าถึงกลุ่มวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ ได้อย่างรวดเร็วตรงเป้าหมาย
ขณะที่ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งในครั้งนี้ ยังไม่ได้ตื่นตัวกับเรื่องนี้มากนัก
สิ่งที่ กกต.กำหนดมีเพียงว่า การหาเสียงผ่านเว็บไซต์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นั้น กฎหมายอนุญาตให้โฆษณาหาเสียง ได้
ขณะที่ข้อ "ห้าม" มิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการเพื่อจูงใจ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ตามมาตรา 57 แห่งพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545 กรณีฝ่าฝืนจะมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 118 ระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท และศาล สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
กรอบหาเสียงที่กกต.กำหนดตามกฎหมายถือว่าเป็นการป้องปรามได้ในระดับหนึ่ง และก็เหมือนกับการเลือกตั้งทั่วๆ ไปที่กกต.ปล่อยให้ผู้สมัครหาเสียงไปก่อน เมื่อมีเรื่องร้องเรียนทุจริต กกต.จึงค่อยตั้งอนุกรรมการสอบสวนเรื่องร้องเรียน และสั่งว่าคำร้องนั้นมีมูลความผิด หรือไม่ ถือว่า "ช้าไม่ทันโกง"
การเลือกตั้งคราวนี้กกต.จะตั้งรับอย่างเดิมไม่ได้อีกต่อไป เพราะ
เนื้อหาที่สื่อต่างๆ นำเสนอไปอาจจะมีผลต่อคะแนนนิยมของผู้สมัคร รายหนึ่งรายใด และสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย ซึ่งผู้ที่จะชี้ผิดชี้ถูกได้คือผู้รักษากติกาการเลือกตั้ง นั่นคือ กกต.
หรือการใช้สื่อย่อมนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง กรณีสื่อ "จอสี" นั้นใครจะเป็นผู้คิดคำนวณว่าใช้เงินเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งก็เป็น กกต.อีกนั่นแหละ
ขณะที่งบประมาณหาเสียง กกต.ประจำกรุงเทพมหานคร กำหนดค่าใช้จ่าย ผู้สมัครใช้เงินได้ไม่เกินคนละ 49 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายแบ่งออกได้ดังนี้
1.ค่ารับสมัคร 2.ค่าจ้างแรงงานทุกประเภทเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งต้องไม่ขัดกับสภาพความเป็นจริงตามสภาพของแต่ละท้องถิ่น 3.ค่าเช่าและค่าตกแต่งสถานที่
4.ค่าเช่ายานพาหนะ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าใช้จ่ายการเดินทาง 5.ค่าจัดซื้อหรือเช่าวัสดุอุปกรณ์สำหรับใช้หาเสียง 6.ค่าโฆษณาสื่อต่างๆ 7.ค่าจัดทำป้าย เอกสาร สิ่งพิมพ์
8.ค่าสาธารณูปโภคและค่าไปรษณียากร และ 9.ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียง ที่ไม่ขัดกฎหมาย หรือเป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่สุจริต
แม้จะยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่กกต.จะวิ่งไล่ตามสื่อใหม่ๆ เหล่านี้ แต่สามารถทำได้ด้วยการตั้งทีม "มีเดียมอร์นิเตอร์"วิเคราะห์เนื้อหาของสื่อต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในกลุ่มผู้สมัคร หากว่าผิดก็สั่งฟันให้เป็นบรรทัดฐานการนำเสนอข่าวของ "สื่อเลือกข้าง" เหล่านี้
กกต.กล้าทำงานเชิงรุก ช่วยให้การเลือกตั้งเกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมครับ






