การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกามีเรื่องราวน่าสนใจให้ได้พูดถึงและเป็นข้อคิดกับประเทศใหญ่น้อยอื่นๆ
รวมทั้งประเทศของเราที่กำลังแสวงหาความปรองดองและความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวภายในชาติของเรา
ด้วยวัยที่ไม่น้อยของผม ทำให้มีโอกาสรับชมพิธีการ "ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง (inauguration ceremony)" ของผู้นำประเทศอภิมหายิ่งใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา มาหลายครั้ง เท่าที่จำได้น่าจะเริ่มมาตั้งแต่สมัยเฮนรี่ ฟอร์ด จิมมี่ คาร์เตอร์ โรนัลด์ เรแกน บิล คลินตัน จอร์จ บุช ซีเนียร์ และ บุช จูเนียร์ กระทั่งล่าสุด คือ "บารัก โอบามา" สองสมัยด้วยกัน
ครั้งล่าสุดซึ่งถือเป็นการจัดพิธีในที่สาธารณะอย่างเป็นทางการ เพราะรัฐธรรมนูญสหรัฐซึ่งมีอยู่หนึ่งฉบับไม่มีใครกล้าฉีกรัฐธรรมนูญมาสองร้อยกว่าปี แม้จะแก้ไขกันมาร่วมร้อยครั้ง ได้มีข้อกำหนดไว้ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐจะต้องเข้าสู่กระบวนการปฏิญาณตนก่อนเที่ยงวันของวันที่ 20 มกราคม ทำให้นายโอบามา เป็นประธานาธิบดีคนที่สองต่อจาก แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ที่มีการทำพิธีดังกล่าวรวมแล้วสี่ครั้ง
คนไม่เข้าใจอาจตั้งคำถามว่าทำไมต้องทำซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ใคร่จะเรียนให้ทราบว่าเรื่องมีอยู่ว่า "ประธานาธิบดีสหรัฐฯ" อยู่ในตำแหน่งได้สองสมัย สมัยละสี่ปี ทำให้ทั้งสองคนต้องทำการปฏิญาณตนสองครั้ง แต่ที่เพิ่มมาอีกสองครั้งก็ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน คือ บังเอิญวันที่ 20 มกราคมปีนี้ตรงกับ "วันอาทิตย์" ซึ่งมีการจัดพิธีแบบ Private Ceremony ขึ้นก่อน จึงต่อด้วยการเฉลิมฉลองและขบวนพาเหรดให้สาธารณชนได้รับชมกันในวันจันทร์ซึ่งเป็นวันถัดมา
อย่างไรก็ดี กรณีของ โอบามา มีปัญหาเกิดขึ้นทางเทคนิคในการเข้ารับตำแหน่งสมัยแรกเพราะ ประธานศาลฎีกา (Chief Justice) John Roberts ในเวลานั้น ซึ่งคือคนคนเดียวกันกับที่ประกอบพิธีในสมัยที่สองให้โอบามา อาจจะด้วยความตื่นเต้น ได้กล่าวนำให้โอบามาไม่ครบถ้วนโดยเฉพาะคำว่า "faithfully" หายไปในการเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก ทำให้ในวันถัดมาเขาต้องทำพิธีซ้ำให้กับ โอบามา เป็นการส่วนตัวเพื่อป้องกันปัญหาอาจมีคนหัวหมอยกมาเป็นเรื่องราว
แต่ที่กล่าวมา ถือเป็นเรื่องของประเพณี วัฒนธรรมทางการเมืองซึ่งอาจไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับ "วัฒนธรรมการเมือง" ซึ่งผมได้ยินบุคคลสำคัญหลายคนได้ทำหน้าที่ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ภายในงาน อาทิเช่น นาย Chuck Schumer วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต แห่งนิวยอร์ก ผู้ทำหน้าที่พิธีกร ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจถึงความสำเร็จของคนอเมริกันในวันนี้ว่า "ประเทศเขาผ่านร้อนหนาวศึกสงครามมากมายกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ เขาผ่านการท้าทายในเรื่องต่างๆ แต่ความเชื่อมั่น การคิดบวกของคนของเขาทำให้ไม่มีอะไรหยุดยั้งความก้าวหน้ารุ่งเรืองของประเทศเขาได้"
สำคัญ คือ คำกล่าวของ โอบามา เอง ต่อสิ่งที่เขาเรียกมันว่า เป็นการ "ถ่ายโอนอำนาจ (transfer of power)" ของประเทศมหาอำนาจเช่นสหรัฐอเมริกาผ่านมาสองร้อยปี เป็นไปอย่างสงบ เต็มไปด้วยความหวังความสุขของคนในชาติ ถ้าเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศเราจะเห็นว่า โมเมนตั้ม (momentum) ของสหรัฐอเมริกาเทียบเป็นมวยก็น่าจะเรียกได้ว่า ซูเปอร์เฮฟวี่เวท (Super heavey weight) แต่การถ่ายโอนอำนาจเขาไม่มีปัญหาเรื่องการเดินขบวนขับไล่ สงครามกลางเมือง หรือการแบ่งฝักฝ่ายกระทั่งกระบวนการต้องมีปัญหา จึงน่าตั้งคำถามกับประเทศที่ชอบอ้างประชาธิปไตยทั้งหลายดังเห็นกันอยู่ในโลกนี้มากมาย แต่ยังไม่เข้าถึงแก่นแท้ความจริงแห่งความเป็นประชาธิปไตยว่าจะแก้ไขกันอย่างไรดี






