วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเหลื่อมล้ำกับพลังอำนาจประชาชน

มีนักวิชาการกล่าวว่า การขาดเสรีภาพในการเข้าถึงบริการสาธารณะเป็นต้นเหตุของปัญหาความยากจน

ที่มาของข้อสรุปเช่นนี้คงเป็นเพราะเห็นว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มีทัศนคติว่าความยากจนเป็นตัวขัดขวางเสรีภาพในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จริงอยู่มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และน่าจะเป็นสัญญาประชาคมระหว่างรัฐกับประชาชนว่ารัฐจะต้องหามาตรการหรือวิธีการใดๆ เพื่อที่จะให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งว่ากันว่าเป็นเป้าหมายของสังคมประชาธิปไตยนั่นเอง

ปัจจุบันเมื่อหันมามองสถานการณ์ทั่วไปของสังคมประชาธิปไตยแบบทุนนิยมเสรีทางการค้า ต้องถึงยอมรับตัวเลขสถิติว่าสังคมส่วนใหญ่มีความเหลื่อมล้ำทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมอันเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายสาธารณะของผู้มีอำนาจรัฐในประเทศต่างๆ ที่มุ่งเน้นความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศกันอย่างเต็มที่ จึงทำให้คนส่วนน้อยในแต่ละสังคมมีอำนาจและพลังทางเศรษฐกิจจนร่ำรวยมากกว่าคนส่วนใหญ่ของสังคม เพราะในความจริงแล้วทุกคนมีโอกาสได้ไม่เท่าเทียมกัน


ความเหลื่อมล้ำจึงถือว่าเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากระบอบทุนนิยมอันเป็นเศรษฐศาสตร์กระแสหลักของโลกอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมีแนวโน้มว่ากุญแจสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำคือการหาทางเพิ่มพลังอำนาจให้กับประชาชนด้วยการให้เขาเหล่านั้นได้มีโอกาสเท่าเทียมกันในการเข้าถึงระบบการศึกษา เข้าถึงระบบการสาธารณสุข และให้ทุกคน มีโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการประกอบธุรกิจขนาดย่อมหรือขนาดกลางได้อย่างทั่วถึง

สาเหตุพื้นฐานของความเหลื่อมล้ำมักจะเกิดจากการเลือกปฏิบัติในลักษณะต่างๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชาติกำเนิด ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง รวมทั้งเหตุอื่นๆ ซึ่งต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังคงมีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอยู่ในวิถีชีวิต และเป็นเหตุให้เกิดความเหลื่อมล้ำจนนำไปสู่ปัญหาความยากจน หรืออาจจะเรียกได้ว่าการขาดเสรีภาพในการพัฒนานั่นเอง

เมื่อพูดถึงการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอาจเป็นได้ทั้งการเลือกปฏิบัติในเชิงโครงสร้างและในเฉพาะกรณี และการเลือกปฏิบัติดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งการจงใจและไม่ได้จงใด ทั้งนี้จากการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในสังคมไทยพบว่าเรายังขาดความตระหนักถึงผลกระทบจากการละเมิดสิทธิที่อาจจะเกิดขึ้นกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ

หลักคิดในการลดความเหลื่อมล้ำจึงต้องเริ่มต้นที่การสร้างโอกาสให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการพัฒนาตนเองหรือท้องถิ่นชุมชนของตนเอง และการพัฒนาตนเองหรือชุมชนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันก็คือการเพิ่มพลังอำนาจให้กับประชาชน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนมีความตื่นตัวและกระตือรือร้นในการใช้ช่องทางหรือโอกาสที่รัฐหรือตนเองสร้างขึ้น เพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบการมีส่วนร่วมทั้งระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนด้วยกันเอง

นอกจากความตื่นตัวในการใช้โอกาสที่เท่าเทียมกัน ของประชาชนแล้ว กระบวนการพัฒนาจะสำเร็จและบรรลุการมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐด้วย และความร่วมมือจากภาครัฐที่ดีและเหมาะสมกับการลดความเหลื่อมล้ำนั้นจะขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐด้วยเช่นกัน

เมื่อพูดถึงประสิทธิภาพของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งจะต้องเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่ตื่นตัวในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองหรือชุมชนนั้น จุดเน้นที่สำคัญก็คือรัฐจะต้องทำหน้าที่เป็นหลักประกันเสรีภาพในการเข้าถึงบริการสาธารณะที่รัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดหา หรืออำนวยความสะดวกให้ภาคประชาชนด้วยกันเองดำเนินการแทน

ประสิทธิภาพของภาครัฐในการทำหน้าที่เป็นหลักประกันเสรีภาพของประชาชนจะต้องครอบคลุมประชาชนทั้งในระดับปัจเจกชนและในการระดับชุมชน และการเป็นหลักประกันในที่นี้จะต้องมุ่งหมายถึงการมีหลักประกันหลักนิติธรรมในสังคม รวมทั้งการมีหลักประกันการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ในทุกด้าน

สังคมไทยยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกระบวนการดังกล่าวข้างต้นทั้งหมด ทั้งในส่วนที่เคยมีบทเรียนจากการเรียกร้องประชาธิปไตย การกระทำรัฐประหาร การพัฒนาการเมือง รวมทั้งความพยายามในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะพบว่ามีมาตรการหรือโครงการในการเสริมพลังอำนาจประชาชนอย่างเป็นระบบในเชิงโครงสร้างน้อยมาก

อย่างไรก็ตาม ในทศวรรษที่ผ่านมามีความคิดริเริ่มจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวทางสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชนผู้ประกอบการ และภาครัฐได้ร่วมมือกันทำโครงการพัฒนาต่างๆ ภายใต้กรอบความคิดของการพัฒนาพลังอำนาจของประชาชนในการเข้าถึงความยุติธรรม การบริการสาธารณสุข และการศึกษามากขึ้น

สังคมยังรอคอยการตื่นตัวของประชาชนและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของภาครัฐเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ