วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาเอาจริง

ประกาศคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

เรื่องอัตราขั้นสูงของค่าบริการโทรคมนาคม สำหรับบริการโทรศัพท์มือถือประเภทเสียง (วอยซ์) ภายในประเทศ พ.ศ. 2555 กำหนดให้คิดค่าบริการไม่เกิน 0.99 บาทต่อนาที มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องฮือฮาของสังคม ผู้บริโภคตื่นเต้นยินดี จากอดีตที่ผ่านมา ผู้บริโภคเสมือนถูกมัดมือชกให้ต้อง"จ่ายแพง" เพราะผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย มีอยู่ 5 ราย แต่หลักๆ มี 3 รายผูกขาดตลาด สามารถกำหนดอัตราค่าบริการได้เอง โดยอ้างใช้กลไกตลาดเป็นตัวบังคับ และก่อให้เกิดกันแข่งขัน หากแม้จะมีประกาศ กสทช. ออกมา แต่รายงานจากสำนักงาน กสทช. ที่ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการคิดอัตราโปรโมชั่นในตลาดพบว่า ผู้ให้บริการ 2 รายใหญ่ คือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ยังคิดโปรโมชั่น หรือแพ็คเกจเหมาจ่ายที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด จำนวน 66 โปรโมชั่น ส่วน บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) มีตั้งราคาเกิน 33 โปรโมชั่น จึงออกคำสั่งให้ทั้งคู่ปรับแก้การคิดค่าบริการลงตามกฎหมายภายใน 7 วัน หากยังไม่ปฎิบัติตามจะตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าปรับทางปกครองทันที

ทั้งนี้ ประกาศ กสทช. เรื่องดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2555 สำหรับโปรโมชั่นใหม่ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจัดออกมาให้บริการ และผ่อนผันแก่โปรโมชั่นเดิม ให้มีผลวันที่ 1 มกราคมนี้ หากข้อมูลจากคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม แจ้งว่า ผู้ให้บริการทั้งสองแห่งยังไม่ปฏิบัติตาม เพราะมีที่คิดค่าบริการส่วนเกินแพ็คเกจนาทีละ 1.50 บาท ค่าบริการโทรนอกเครือข่ายนาทีละ 3 บาท หรือถ้าผู้ใช้บริการต้องการเปลี่ยนรายการส่งเสริมการขายเป็นแพ็คเกจที่คิดอัตราค่าบริการตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ของบริษัทได้แจ้งว่าให้สิทธิ์เฉพาะลูกค้าใหม่เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีกรณีสำนักงานกสทช. ออกคำสั่งให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทุกราย ห้ามกำหนดวันหมดอายุบัตรเติมเงิน ซึ่งข้อมูลจากคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมระบุว่า ตั้งแต่ปี 2552-2555 มีผู้บริโภคร้องเรียนกรณีผู้ให้บริการกำหนดระยะเวลา การใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบชำระค่าบริการล่วงหน้า (พรีเพด) ทั้งสิ้น 2,494 กรณี ในจำนวนนี้เป็นผู้ร้องเรียนที่ถูกยึดเงินในระบบ 687 กรณี เฉพาะรายที่แจ้งรวมเป็นเงินที่ถูกยึดจำนวน 355,225.04 บาท หรือเฉลี่ยแล้วผู้ใช้บริการถูกยึดเงินจากระบบรายละ 517.06 บาท โดยผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินทั้งประเทศมีทั้งสิ้นกว่า 70,610,490 เลขหมาย หากมีผู้บริโภคแม้เพียง 1% หรือ 7 แสนคน ถูกยึดเงินในระบบก็จะรวมเป็นเงินถึง 350 ล้านบาท ล่าสุด กสทช. หารือกับผู้ให้บริการ 5 ราย ขีดเส้นให้ยกเลิกการกำหนดวันอายุบัตรเติมเงิน ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคมนี้เป็นต้นไป แต่การเติมเงินก่อนหน้านั้น ไม่มีผลย้อนหลัง

มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่ กสทช. กำหนดออกมา นับเป็นเรื่องดีของสังคม ที่ประชาชนผู้ใช้งานจะได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจังเสียที หลังถูกภาวะจำยอมให้ต้องจ่ายโดยไม่เต็มใจ หากด้วยความจำเป็นที่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อธุรกิจการงาน หรือเรื่องส่วนตัวก็ตาม ทำให้ต้องยอมถูกเอารัดเอาเปรียบทีละเล็กทีละน้อย แต่เมื่อคิดรวมมูลค่าแล้วกลายเป็นเงินที่ต้องสูญเปล่าจำนวนมหาศาล ซึ่งต้องอาศัยความเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังจากการปฏิบัติงานของ กสทช. นั่นเอง