ผ่านพ้นปีใหม่มาเพียง 2 สัปดาห์เศษ บรรยากาศความเชื่อมั่น ที่มีต่อเศรษฐกิจดูเหมือนจะดีเกินคาด
หากนับจากบริษัทอสังหาฯที่เปิดตัว เปิดแผนลงทุนใหม่ปีนี้แข่งกันโชว์ตัวเลขหวือหวาตั้งแต่ต้นปี เริ่มต้นกับ 5 บริษัทใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็น แสนสิริ, แอลพีเอ็น, พฤกษาฯ, แลนด์แอนด์เฮ้าส์, ศุภาลัย ฯลฯ และอีกหลายบริษัทที่ทยอยเปิดแผนลงทุนปีนี้ แต่ละรายโชว์ตัวเลขการเติบโตไว้น่าตื่นตาตื่นใจ นับคร่าวๆ จากมูลค่าโครงการที่แต่ละค่ายประกาศแผนมา แค่ 4 บริษัทก็มีมูลค่าเกิน 1 แสนล้านบาทไปแล้ว
หากประเมินจากฐานตัวเลขรวมปีนี้ ตามที่ผู้บริหารบมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท เคยประเมินไว้ระบุว่า มูลค่าอสังหาฯที่เปิดตัวใหม่และเปิดขายในตลาดปี 2556 นี้น่าจะมีสูงถึง 7 แสนล้านบาทเลยทีเดียว เพิ่มขึ้นกว่า 15% จากยอด 6 แสนล้านบาทในปี 2555 ดูจากความแรงของการเปิดตัว โดยผู้นำตลาดในช่วงสัปดาห์แรกของปี เชื่อว่ามูลค่าอสังหาฯที่จะเปิดตัวในปีนี้ 7 แสนล้านบาทมีความเป็นไปได้สูง
ในขณะที่ภาคธุรกิจมั่นใจประกาศแผนลงทุนกันคึกคัก ถามว่า.. ในมุมของผู้บริโภคเป็นแนวโน้มที่สอดรับกันเพียงใด เรื่องนี้ยังคงเป็นคำถาม และย้อนกลับมาสู่ สมมติฐานว่า "ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" บ้านเรากำลังเดินหน้าสู่ภาวะโอเวอร์ซัพพลาย คือการผลิตโครงการออกมาป้อนตลาด มากเกินความต้องการไปหรือเปล่า..
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ประกอบการหลายค่ายมองโอกาส และตลาดคล้ายๆ กัน เมื่อหลายบริษัทต่างวางแผนขยายสู่ตลาดคอนโดมิเนียม ราคา 1 ล้านต้นๆ เน้นเจาะผู้มีรายได้ระดับกลาง และคนเริ่มต้นทำงาน บางรายย้ำว่าเป็นการขยายเข้าสู่แหล่งงาน เช่น ไปสร้างคอนโดฯในย่านนินคมอุตสาหกรรรม หรือใกล้กับสถาบันการศึกษา เพื่อเน้นเจาะลูกค้ากลุ่มนักลงทุนส่วนหนึ่ง ที่จะซื้อไว้เพื่อปล่อยเช่า ทั้งกับคนทำงาน และบรรดานิสิตนักศึกษาในพื้นที่ใกล้เคียง
ตลาดนี้กำลังเป็นสินค้าน้องใหม่มาแรง ไม่ว่าจะเป็น แสนสิริ, แอลพีเอ็น, แลนด์แอนด์เฮ้าส์, พฤกษา ฯลฯ จะเรียกว่าแทบทุกค่ายท้อป5 ในตลาด ประกาศแผนลงทุนปีนี้รายละนับ 10 โครงการ จำนวนยูนิตเกิน 5 หลักแน่นอน และไม่เฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯเท่านั้น แต่ได้ขยายไปยังชุมชนชานเมืองปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ในหลายจังหวัด ซึ่งรายใหญ่อย่างแอลพีเอ็น ถึงกับประกาศแผนจะพัฒนาคอนโดฯ ย่านรังสิต จำนวนถึง 1 หมื่นยูนิต ในโครงการเดียว
แผนลงทุนอสังหาฯ ที่เอกชนประกาศออกมาอย่างมั่นใจ เริ่มสร้างความกังวลให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ที่กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ว่าธุรกิจนี้กำลังจะมีสัญญาณฟองสบู่หรือไม่ และถึงเวลาที่ภาครัฐควรจะมีมาตรการควบคุม เพื่อสกัดความร้อนแรง ก่อนที่ธุรกิจจะเสียหายเพราะเกิดภาวะล้นตลาด
ในชั่วโมงนี้หลายคนยังลงความเห็นตรงกันว่า ภาวะฟองสบู่อสังหาฯสำหรับเมืองไทยคงยังไม่เกิด เพราะยอดขายแต่ละโครงการยังเดินหน้าได้ในระดับน่าพอใจ
แต่ก็มีสิ่งน่าห่วง คือ การซื้อแบบเก็งกำไร มีเกิดขึ้นในตลาดอสังหาฯประเภทคอนโดมิเนียมจริง แต่ยังเป็นการเก็งกำไรแบบลงทุนระยะกลาง หรือระยะยาว คือซื้อไว้เพื่อปล่อยเช่า หรือขายต่อในภายหลังเมื่อราคาสูงขึ้น ตอนนี้อาจไม่น่าห่วง แต่หากตลาดเพื่อการลงทุนเริ่มอิ่มตัว เราอาจเห็นโครงการปรับแผนระงับการพัฒนา กลับมาอีกรอบก็เป็นได้






