วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อาชีวะศึกษาภายใต้บริบทการปรับค่าจ้างและเงินเดือนขั้นต่ำ

การศึกษาเป็นกลไกสำคัญที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร ทั้งนี้เพราะ การศึกษานั้นมีผลกับลักษณะงานที่ทำหลังจบการศึกษา

และมีผลต่อรายได้ตลอดชีวิต (Lifetime income) เช่น คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยจะมีค่าจ้างมากกว่าคนไม่ได้เรียนราว 370% ของคนที่ไม่ได้รับการศึกษา1 เป็นต้น การปฏิรูปการศึกษาจึงส่งผลต่อตลาดแรงงาน และในทางกลับกัน การปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ในตลาดแรงงาน ย่อมส่งผลให้คนเลือกที่จะเรียนสาขาต่างๆ หรือ เลือกที่จะเรียนระดับการศึกษาต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย


ประเทศไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าจ้าง โดยรัฐรับประกันค่าจ้างที่ 15,000 บาทต่อเดือน สำหรับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (เฉพาะที่รัฐจัดจ้าง) และประกันรายได้ขั้นต่ำให้แก่แรงงานปกฟ้าที่ 300 บาทต่อวัน ผลกระทบอย่างคร่าวๆ (พิจารณาโดยแนวทฤษฎี ยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์เพราะมาตรการพึ่งเริ่มดำเนินการ) โดยจากมาตรการข้างต้นน่าจะทำให้เกิดแรงจูงใจสองด้าน


ด้านที่หนึ่ง จากระดับค่าจ้างปริญญาตรีที่สูงขึ้น ส่งผลดึงดูดให้มีผู้เรียนสายสามัญมากขึ้นแต่จะไม่มากนักเพราะ ค่าจ้างที่ประกันยังจำกัดเพียงราชการ ซึ่งมีกรอบอัตราจ้างที่แน่นอน ด้านที่สอง สำหรับผู้ที่เรียนในสายวิชาการไม่เก่งจะมีแรงจูงใจที่จะออกจากการศึกษาเพื่อที่จะรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำมากขึ้นแทนที่จะเรียนต่อ2 (เพราะค่าเสียโอกาสจากการเรียนต่อในสายอาชีวะ แพงขึ้น) นัยนี้ ผู้เรียนจึงถูกดึงดูดไปเรียนในสายสามัญ หรือไม่ก็ออกไปทำงานโดยไม่เรียนต่อทั้งสองข้อสะท้อนว่าอาชีวะศึกษาอาจได้รับผลลบจากมาตรการนี้อย่างน้อยที่สุดคือทำให้อุปทานของผู้เรียนสายอาชีวะลดลงเกิดความขาดแคลนมากขึ้น


อันที่จริง สถานการณ์ปัจจุบัน ผู้จบการศึกษาจากสายอาชีวะเป็นที่ขาดแคลนอยู่แล้ว โดยคิดเป็นราว 20% ของความขาดแคลนรวม การขาดแคลนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นนี้จะส่งผลต่ออาชีวศึกษาอย่างไร สามารถที่จะตีความต่อได้ว่า เมื่อแรงงานขาดแคลนค่าจ้างแรงงานน่าจะสูงขึ้นและใน “บางแง่มุม” น่าจะทำให้แรงงานวุฒิอาชีวศึกษาที่เหลือได้รับประโยชน์ ทว่า ผลการศึกษาของ นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ (2555) ชี้ว่าตลอด 20 ปีที่ผ่านมานี้คุณภาพของอาชีวศึกษาไม่เพิ่มขึ้นเลย และยังขาดทักษะจำนวนมากที่ภาคธุรกิจต้องการทำให้ภาคธุรกิจต้องใช้เวลากว่า 5-6 สัปดาห์เพื่อหาคนเข้าทำงาน (ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นอาทิ อินโดนีเซีย รัสเซีย ตุรกี อินเดีย) ดังนั้นแม้จะเกิดการขาดแคลน แต่เอกชนก็ไม่สามารถปรับค่าจ้างเพิ่มสูงขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะนอกจากจะคำนึงเรื่องการรับคนงานแล้วยังต้องคำนึงด้วยว่าทักษะหรือคุณภาพแรงงานสอดคล้องกับความต้องการหรือไม่


การที่คุณภาพแรงงานซึ่งจบอาชีวศึกษามีคุณภาพทรงตัวนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ นโยบายการศึกษา (ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลนี้ แต่ต่อเนื่องยาวนานมาแล้วทุกรัฐบาล) ซึ่งให้ความสำคัญกับสายสามัญศึกษามากกว่าอาชีวศึกษา เช่น หากพิจารณาข้อมูลรายจ่ายทางการศึกษาของรัฐ งบประมาณต่อหัวของผู้เรียนในสายอาชีวศึกษาชั้นสูง (ปวส.) น้อยกว่าสายสามัญระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย)3 ทั้งๆ ที่การเรียนของสายอาชีวะจำเป็นต้องเน้นมีทักษะของการใช้เครื่องมือ และการลงมือทำ ควรที่จะมีงบลงทุนในอุปกรณ์ค่อนข้างสูง สัญญาณดังกล่าวสะท้อนความไม่เท่าเทียมกันระหว่างสายสามัญและอาชีวะอย่างชัดเจน


ผลกระทบต่อการศึกษาสายอาชีวะทั้งในแง่ของการขาดแคลนอุปทานแรงงาน และการขาดพัฒนาการของผลิตภาพ ทำให้ผู้เขียนคาดว่า “มีความเป็นไปได้” ที่จะก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยน 3 ประการ
ประการแรก บริษัทที่มีทุนเพียงพอจะหันมาลงทุนเพื่อทำสถาบันอบรมอาชีพและทักษะ ภายในบริษัทด้วยตนเองมากขึ้นนับตั้งแต่การอบรมโดยแผนกบริหารทรัพยากรบุคคล ไปจนกระทั่งถึงรูปแบบของการจัดตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นมาต่างหาก (Corporate university / in-house training school) ตัวอย่างเช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ก็พัฒนา “วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์” ขึ้นมาเพื่อผลิตบุคลากรของตนเอง เพื่อเพิ่มอุปทานแรงงานและควบคุมคุณภาพของแรงงานได้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความภักดีต่อบริษัท ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุนเวลาในการหาแรงงานเพื่อเติมเต็มตำแหน่งที่ว่าง เป็นต้น


ประการที่สอง กรอบคุณวุฒิวิชาชีพจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อประกันคุณภาพของผู้ที่จบทางสายอาชีวะ อย่างไรก็ตาม ต้องตั้งข้อสังเกตในเบื้องต้นว่า มาตรการอย่างกรอบคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดค่าตอบแทนตามทักษะของแรงงาน อาจจะพบอุปสรรคได้ในระยะยาว เพราะทักษะที่จำเป็นสำหรับแรงงานวิชาชีพ (และแรงงานในกลุ่มอื่นด้วย) มีความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากในศตวรรษที่ 21 และกรอบคุณวุฒิอาจปรับเปลี่ยนได้ไม่ทันต่อตลาด


ประการที่สาม (ในแง่ที่สุดโต่ง) การขาดแคลนอุปทานแรงงานวุฒิอาชีวะศึกษาที่มีคุณภาพ อาจจะทำให้เกิดขีดจำกัดในการขยายตัวของภาคธุรกิจบางประเภทที่ต้องใช้แรงงานทักษะ และในระยะยาว หากการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยไม่มีศักยภาพมากเพียงพอที่จะผลิตผู้ประกอบการและแรงงานที่ใช่ความรู้และแรงสร้างสรรค์ระดับสูงก็จะทำให้เกิดสภาวะติดกับดักผลิตภาพขั้นกลาง (Medium productivity trap) กล่าวคือ ในแง่ของแรงงานสายอาชีพก็ไม่มีศักยภาพจะยกระดับให้สูงขึ้น ในขณะที่ความหนาแน่นของสายสามัญที่มากขึ้นก็ทำให้คุณภาพการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยไม่สูงมากนัก ทำให้เศรษฐกิจเผชิญขีดจำกัดในการสร้างผลิตภาพ และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ


“หาก” ผลกระทบทั้งสามประการดังกล่าวมานี้เกิดขึ้นจริง สิ่งที่รัฐจะสามารถทำได้เพื่อลดผลกระทบ หรือส่งเสริมสถานการณ์ดังกล่าวให้เป็นผลบวก ได้ดังต่อไปนี้


ประการแรกรัฐควรเพิ่มความสนใจที่การศึกษาระดับอาชีวะทั้งในแง่ประสิทธิภาพของการใช้งบ และยกระดับคุณภาพของอาชีวศึกษาให้ดีขึ้น ทั้งนี้อาจจะโดยการให้อิสระในการบริหาร (Autonomy) และการสร้างระบบความรับผิดรับชอบที่เหมาะสม (Accountability system) ให้แก่โรงเรียนอาชีวะต่างๆ


ประการที่สอง รัฐควรมีมาตรการที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนสายสามัญให้มากขึ้น ให้มีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ ที่ใช้สัดส่วน แรงงานสายอาชีพน้อยลงเช่น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่ออุปทานแรงงานวุฒิอาชีวะที่น้อยลงเป็นต้น


ผู้เขียนขอเน้นย้ำด้วยความถ่อมตนว่า ผลกระทบและมาตรการเหล่านี้มิใช่คำทำนายทางเทคนิค ที่ใช้ระเบียบวิธีแบบวิทยาศาสตร์ หรือมีข้อมูลเชิงประจักษ์มายืนยัน แต่เป็นเพียงการใช้ตรรกะและหลักทฤษฎีกว้างๆ มาวิเคราะห์บทความนี้จึงมีบทบาทเพียงการกระตุ้นให้เกิดข้อถกเถียง และชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้บางด้านที่อาจเกิดขึ้นเพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมรับมือหรือมีมาตรการประกอบกับมาตรการค่าจ้างแรงงานที่ได้ดำเนินไปแล้วเท่านั้น

1 ดูงานวิจัยของ นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ (2555) เรื่อง ความเชื่อมโยงระหว่างสถานศึกษากับตลาดแรงงาน: คุณภาพผู้สำเร็จการศึกษา และการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ นำเสนอในงานสัมมนาประจำปี 2554 มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

2 Burks, Carpenter, Goette and Rustichini (2008) วิจัยและพบว่า ยิ่งคนเราฉลาดในการเรียนรู้มากขึ้น (Cognitive skill) คนเราจะชอบเสี่ยงมากขึ้นด้วย การศึกษาต่อมีความเสี่ยงในแง่ที่ว่า ผู้ที่เรียนต่อต้องเสียโอกาสในการสร้างรายได้ที่แน่นอนในระดับหนึ่ง (ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน) เพื่อแลกกับความรู้ที่จะนำไปสร้างรายได้ให้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งไม่ทราบแน่ว่าจะคุ้มหรือไม่หากเปรียบเทียบกับเงิน 300 บาทต่อวันที่สูญเสียไป ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงตีความได้ว่า เมื่อมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทำให้ คนที่มีความสามารถในการเรียนรู้น้อย/ที่บ้านยากจน จึงมีแรงจูงใจที่จะลาออกมาทำงานและรับค่าจ้างขั้นต่ำมากขึ้นเพราะรับความเสี่ยงไม่ได้

3 ดู จากงานวิจัยของ AshvinAhuja, ThitimaChucherd and KobsakPootrakool (2006) เรื่อง Human Capital Policy: Building a Competitive Workforce for 21st Century Thailand โดยแม้ว่างานชิ้นนี้จะทำมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก


1ดู จากงานวิจัยของ AshvinAhuja, ThitimaChucherd and KobsakPootrakool(2006) เรื่อง Human Capital Policy: Building a Competitive Workforce for 21st Century Thailand โดยแม้ว่างานชิ้นนี้จะทำมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว แต่ผู้เขียนเข้าใจว่าโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณเช่นนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก