กรณีที่รถพยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งประจำอยู่ที่อาคารรัฐสภา ปฏิเสธที่จะนำตัวนายสกล สนธิรัตน ช่างภาพเครือเนชั่น
ส่งโรงพยาบาลหลังจากที่มีอาการวูบ เกือบหมดสติ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในอาคารรัฐสภาตามที่มีการร้องขอจนทำให้อาการเข้าขั้นโคม่า โดยแพทย์และเจ้าหน้าที่รัฐสภา แถลงชี้แจงว่าไม่ได้ล่าช้าหรือปฏิเสธการร้องขอตามที่เป็นข่าว อีกทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ก็เป็นไปโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพราะยึดหลักจรรยาบรรณแพทย์อย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงก่อนหน้านั้น ได้มีการรายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่ปฏิเสธที่จะนำรถพยาบาลประจำสภา โดยอ้างว่าสำรองเอาไว้ กรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิดเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาการของนายสกลนั้นจะหนักถึงขั้นนี้หรือไม่ หากมีการนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วกว่านี้ และประเด็นที่ยังรอการชี้แจงจากนายแพทย์ให้กระจ่าง แม้ว่าจะพยายามชี้แจงกันอย่างละเอียดก็ตาม แต่นั่นเป็นการชี้แจงภายหลังเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นไปแล้ว และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็ได้รับการรายงานไปแล้ว
สิทธิประโยชน์ของบรรดาผู้ทรงเกียรติในสภานั้น ที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้มีใครสนใจมากนัก เพราะเห็นว่าเป็นบุคคลพิเศษและทำหน้าที่สำคัญของประเทศชาติ แต่กรณีนี้ทำให้เห็นว่าสิทธิพิเศษของบรรดาสมาชิกรัฐสภามีค่อนข้างเข้มงวดและหากตามรายงานก่อนหน้านั้นว่าเจ้าหน้าที่พยาบาลปฏิเสธจะนำส่งตัว ทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่ากฎระเบียบหรือสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภาบางอย่างตายตัวเกินความจำเป็นหรือไม่ และ ตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ประจำอยู่ว่ามีจรรยาบรรณมากน้อยแค่ไหน
ประเด็นสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งจากการตรวจสอบจะเห็นว่ามีค่อนข้างมาก แม้แต่การดำเนินคดี ก็ยังต้องมีการใช้เอกสิทธิ์ไม่ต้องดำเนินคดี โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างสมัยประชุม ซึ่งแน่นอนอภิสิทธิ์เหล่านี้ สภาเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกทำงานระดับประเทศ แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าอภิสิทธิ์บางอย่างจำเป็นต้องปรับให้มีการยืดหยุ่น ซึ่งไม่ว่าสมาชิกรัฐสภาจะมีอภิสิทธิ์แค่ไหน แต่การช่วยเหลือคนบาดเจ็บหรือกรณีฉุกเฉินย่อมอยู่เหนือความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน
ประเด็นจรรยาบรรณของบุคลากรทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในกรณี หากเป็นจริงตามที่มีรายงานว่าการมีปฏิเสธการให้บริการ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างร้ายแรงอย่างมาก และสะท้อนให้เห็นว่าบริการที่ดีก็ยังขึ้นอยู่กับว่าเป็นใครในสังคม ซึ่งเป็นระบบอภิสิทธิ์ที่ร่วมกันสถาปนากันขึ้นมา กรณีปัญหาจรรยาบรรณทางการแพทย์นั้นไม่ใช่กรณีนี้เท่านั้น แต่กลับปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งในสังคมที่คนกลุ่มนี้ปฏิเสธให้บริการคนระดับล่างหรือคนที่ด้อยกว่า โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าชีวิตของคนเหล่านี้
เราเห็นว่ากรณีนี้หากเป็นจริงตามที่มีการนำเสนอข่าวมาในช่วงต้น ก็ถือเป็นความน่ารังเกียจอย่างยิ่งในสังคม และที่สำคัญเกิดขึ้นในสภาที่ถือว่าเป็นสถาบันที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติและแก้ปัญหาหลักๆ ของประเทศ และอาจสะท้อนให้เห็นว่ากระแสทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบหลายปีที่ผ่านมา ในการเรียกร้องความเป็นธรรมนั้นแทบไม่ได้เข้าไปอยู่ในความคิดของคนเหล่านี้เลย ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้มักจะอ้างความเป็นธรรมเพื่อเข้ามาสู่อำนาจ และกรณีนี้แสดงให้เห็นว่าความเป็นธรรมเป็นเรื่องใกล้ตัว หากไม่เผชิญเองก็ไม่รู้ต้นตอปัญหาที่แท้จริง









