วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ค่าแรง 300 บาทกับกองทุนที่ถูกเมิน

ค่าแรง 300 บาททั้งแผ่นดินออกตัวได้ค่อนข้างแรงในช่วงสองสัปดาห์แรกของปี 2556 ที่พอจะตีคู่กันมาได้ก็คือ การฆ่าตัดตอนละคร “เหนือเมฆ 2”

ณ วันนี้ เลยจุดที่จะมาพูดกันว่า นโยบายนี้ดีหรือไม่ดี สิ่งที่ต้องมองร่วมกันคือ เราจะเดินหน้ากันต่อไปอย่างไร มาตรการบรรเทาผลกระทบที่เพิ่งจะผ่าน ครม. เมื่อต้นสัปดาห์ หากมองจากมุมของผู้ประกอบการแล้วดูเหมือนเป็นการขี่ม้าเลียบค่าย ยังไม่ตรงจุดถูกใจเสียทีเดียว ส่วนมาตรการที่ได้ผลที่สุด อย่างการตั้งกองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างกลับโดนปัดลงถังไปอย่างไม่มีเยื่อใย ด้วยเหตุผลว่า “ทำไม่ได้” แต่หากเราย้อนกลับมาคิดว่า ถ้าทำไม่ได้ผู้ประกอบการ คงไม่เสนอไปให้พิจารณาตั้งแต่แรกแล้ว

ในบทความก่อนหน้านี้ของผู้เขียน ได้อธิบายว่า พื้นฐานของผลกระทบในเรื่องนี้ก็คือ นโยบายของรัฐบาล ทำให้ผู้ประกอบการจ่ายเงินเพิ่มขึ้น ดังนั้น วิธีการเยียวยาที่ดีที่สุด คือการที่รัฐบาลไปช่วยลงขันรับภาระบางส่วนร่วมกับผู้ประกอบการ อย่างน้อยก็ในช่วงแรกๆ ของการใช้นโยบาย เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัว ลดผลกระทบด้านการเลิกจ้าง

มาตรการทางด้านภาษีและการลดเงินสมทบประกันสังคมที่ออกมา ผู้ได้ประโยชน์ คือ ผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ ซึ่งมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น จากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่าในปี 2554 ประเทศไทยมีสถานประกอบการทั้งหมด 2.65 ล้านแห่ง มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประมาณ 6 แสนแห่ง อีก 2.05 ล้านแห่งไม่ได้เป็นนิติบุคคล ซึ่งเห็นได้ชัดว่านโยบายจะมีประโยชน์กับผู้ประกอบการเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

ธุรกิจนอกระบบจะต้องเจอกับทางเลือกว่า จะเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อได้รับสิทธิทางภาษีและประโยชน์อื่นๆ จากมาตรการเหล่านี้ แต่ต้องจดทะเบียน มีขั้นตอน ใช้เวลา และต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุน บางอย่างเป็นตัวเงินโดยตรง บางอย่างไม่ใช่ตัวเงินโดยตรง เช่น ต้นทุนค่าเสียเวลา ต้นทุนทางจิตใจ พอเอามารวมกันแล้ว อาจจะสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการเหล่านี้ เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับความเป็นไปได้ที่ว่า การเลือกอยู่นอกระบบต่อไป ผู้ประกอบการสามารถหาช่องทางเลี่ยงไม่จ่าย 300 บาทได้ โดยการตกลงกับลูกจ้างว่าจะจ่ายให้มากกว่าเดิมแต่ยังไม่ถึง 300 บาท แลกกับการมีงานทำ การเลือกที่จะอยู่นอกระบบต่อไป ย่อมเป็นทางเลือกสมเหตุสมผลกว่า

การยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานเป็นเรื่องที่ดี และต้องยอมรับกันว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีสถานประกอบการหลายแห่งที่จ่ายค่าจ้างไม่สมน้ำสมเนื้อจริง จนทำให้มีคนเอาเรื่องนี้มาโจมตีปฏิกิริยาของนายจ้างที่ออกมาโอดครวญถึงผลกระทบ แต่ถ้าว่ากันตามตรง ณ วันนี้เราไม่มีข้อมูลมายันกันเลยว่า สถานประกอบการจำนวน 2.65 ล้านแห่งนี้ มีกี่รายที่เป็นแบบนี้ การยกเอาตัวอย่างสถานประกอบการแค่บางแห่งมาเป็นฐานในการเหมารวมว่านายจ้างเป็นคนหน้าเลือดทั้งหมดจึงเป็นแค่ “ความเห็น” ไม่ใช่ “ความจริง”

มองในมุมกลับกัน สำหรับคนที่โจมตีแรงงานว่า ไม่ขยัน ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า แรงงาน 5.3 ถึง 5.4 ล้านคนที่ได้ผลประโยชน์จากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นเช่นนี้ ถ้ามีบ้างก็เป็นส่วนที่น้อยนิด

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการชี้นิ้วว่านายจ้างเลว หรือการชี้นิ้วว่าลูกจ้างขี้เกียจ โดยเนื้อแท้แล้ว ก็เกิดขึ้นจากคนสองกลุ่มที่มีความคิดคับแคบพอกัน จึงฟังไม่ขึ้นทั้งคู่

การถกเถียงเรื่องนโยบายสาธารณะ ต้องว่ากันบนหลักของเหตุผล ต้องไปให้ไกลกว่าการเอาอารมณ์และความเชื่อมาเป็นที่ตั้ง ถ้าจะถกเถียงกันจริง ก็ต้องเอาข้อมูลมายันกัน มองผลกระทบให้รอบด้าน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การปะทะคารมกันก่อให้เกิดความขัดแย้งหนักขึ้นกว่าเดิม รังแต่จะพาเราออกไปจากเส้นทางที่ถูกต้องของกระบวนการแก้ปัญหา

ไม่มีนโยบายอะไรที่ออกมาแล้วไม่มีคนได้รับผลกระทบ หลักสำคัญก็คือ จะต้องเยียวยาผลกระทบให้ถูกจุด มาตรการที่ออกมาแล้วไม่สามารถเยียวยาได้จริง ก็คือ การจงใจไม่เยียวยา มาตรการที่ออกมาแล้วเยียวยาได้เพียงบางกลุ่ม ก็คือ การจงใจเลือกปฏิบัตินั่นเอง

รัฐบาลทราบดีว่ามาตรการที่ออกมานี้ยังไปไม่ทั่วถึงทุกหย่อมหญ้า จึงไม่รู้จะตีความได้หรือไม่ว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติ จงใจอุ้มธุรกิจใหญ่ให้โตขึ้นและฆ่าตัดตอนธุรกิจเล็กไม่ให้โตต่อ เอสเอ็มอีจ้างแรงงานไม่น้อยกว่า 1.1 ล้านคน การฆ่าตัดตอนธุรกิจเหล่านี้ จึงเป็นการฆ่าตัดตอนโอกาสของแรงงานด้วยเช่นกัน

กองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างเป็นมาตรการที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด แต่กลับเป็นมาตรการที่โดนเขี่ยทิ้งไปอย่างไม่มีเยื่อใย ตามหลักวิชาการ การบรรเทาผลกระทบในระดับสถานประกอบการ มาตรการทางภาษีเป็นมาตรการทางอ้อมในกรณีที่มาตรการทางตรงไม่สามารถใช้ได้ จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มมาตรการเสริม เพราะมีข้อจำกัดในด้านความครอบคลุมกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ และระยะเวลาที่ต้องรอเสร็จสิ้นกระบวนการยื่นภาษี

สำหรับธุรกิจ เงินก็คือเลือด นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้ผู้ประกอบการต้องเสียเลือดมากขึ้นจนล้มป่วย กองทุนฯ จึงถือเป็นแหล่งเลือดสำรอง เพื่อให้ธุรกิจสามารถฟื้นจากไข้ได้ ซึ่งการฟื้นไข้ในที่นี้คือการยกระดับผลิตภาพของแรงงาน

จากการศึกษาของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ผลิตภาพของแรงงานต้องเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยร้อยละ 8 จึงจะสมน้ำสมเนื้อกับค่าแรงที่ขึ้นมา โดยปกติแล้ว ผลิตภาพของแรงงานไทยโดยเฉลี่ยแล้วเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3 ต่อปี นั่นหมายความว่า การจะทำให้ถึงร้อยละ 8 ผู้ประกอบการและแรงงานต้องทุ่มเทมากขึ้นถึง 2.67 เท่า โจทย์ใหญ่ขนาดนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาแค่ 6 เดือนหรือ 1 ปี เพราะการพัฒนาผลิตภาพเกี่ยวโยงถึงการปรับโครงสร้างองค์กร กระบวนการทำธุรกิจ การบริหารจัดการแรงงานสัมพันธ์ และการบริหารจัดการในเชิงมหภาคที่ต้องไปในทิศทางเดียวกัน กองทุนฯ ที่ถูกเมิน คือ สะพานที่จะช่วยให้ทุกคนไปถึงจุดนั้น

ที่อยากจะฝากไว้เป็นประเด็นสุดท้าย คือ รัฐบาลไม่มีสิทธิคิดอะไรแค่สมัยของตัวเอง ทุกรัฐบาลเข้ามาทำงานเพื่อคนไทยทุกคน คนไทยไม่ได้เกิดและตายตามสมัยของรัฐบาล ดังนั้น การประเมินว่ารัฐบาลเอาถ่านหรือไม่ จึงต้องดูจากกรอบเวลาและขอบเขตในการคิด รัฐบาลคิดสั้นและแคบ คือ รัฐบาลเพื่อตนเอง รัฐบาลคิดยาวและกว้าง คือ รัฐบาลเพื่อประชาชน ถ้าไม่เลือกประเมินด้วยแนวคิดที่เสนอนี้ ก็ลองเทียบกันเล่นๆ ก็ได้ว่า รัฐบาลตอนนี้ กับ “รัฐบาลเหนือเมฆ 2” รัฐบาลชุดไหนโดนใจกว่ากัน