ผมขออนุญาตหยิบประเด็นที่เคยเขียนหลายปีก่อนมาอธิบายใหม่อีกครั้งนะครับ เมื่อในสมัยของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
ผมได้เขียนประเด็น “การเมืองเรื่องความหวัง” เพื่ออธิบายว่าการเมืองที่เราเรียกกันว่า "ประชานิยม" (แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Populism Populist Political ซึ่งมีนัยออกไปทางด้านลบ) ว่าเป็นการเมืองที่เล่นอยู่กับความหวังของประชาชน และความหวังของประชาชนในวันนั้นก็คือการเลื่อนสถานะและชนชั้น ซึ่งก็ถือได้ว่ารัฐบาลในขณะนั้นสามารถเล่นการเมืองเรื่องความหวังนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนสืบทอดอำนาจต่อเนื่องกันมาจนถึงวันนี้
การเล่นการเมืองเรื่องความหวังของประชาชนเท่าที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์โลก จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการสร้าง/ขยายภาคบริการของรัฐให้แก่สังคม แต่ความแตกต่างก็คือการเล่นการเมืองเรื่องความหวังนี้จะผูกติดอยู่กับตัวบุคคลในฐานะของ "ผู้ให้" เพราะถ้าหากไม่ผูกติดกับตัวบุคคลก็จะทำให้กลายเป็นระบอบซึ่งไม่ค่อยมีใครได้ประโยชน์ทางการเมือง นักการเมืองจำนวนมากกว่ามากจึงเน้นบทบาทของตนในฐานะผู้ให้แก่ประชาชนมากกว่าที่จะกล่าวว่านี่เป็นการสร้างระบอบการเมืองที่จะเอื้ออำนวยสุขให้แก่สังคม
การเมืองเรื่องความหวังที่ถูกสร้างให้แก่ประชาชนจะมีสองลักษณะสอดคล้องกันไป ได้แก่ ผลประโยชน์ที่ปัจเจกชนแต่ละคนจะได้รับ ขณะเดียวกัน ก็จะพยายามสร้างการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนแต่ละคนให้กลายเป็นกลุ่มก้อนทางสถานะหรือชนชั้นขึ้นมา เพื่อที่จะทำให้ประโยชน์ของแต่ละคนคนเป็นประโยชน์ร่วมกัน
พร้อมกันนั้น ตรรกะของการเมืองเรื่องความหวังก็จะต้องสร้าง “ศัตรู” ของความหวังหรือผู้ที่จะขัดขวางไม่ให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ที่กำลังได้หรือกำลังจะได้ การสร้าง “ศัตรู” ก็จะขับเน้นบทบาทของผู้ให้นั้นโดดเด่นขึ้น เพราะจะเป็นการสร้างภาพเปรียบเทียบระหว่างอนาคตอันเรืองรองกับการถูกกดขี่หรือภาวะไร้โอกาสที่ผ่านมา
การเมืองเรื่องความหวังเป็นเรื่องปรกติของสังคมมนุษย์ที่กำลังต้องการความเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง ผู้คนกำลังอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมลักษณะใหม่ ก็ย่อมต้องการการปรับระบบความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมดทุกมิติ แต่โดยมากแล้ว ชนชั้นนำในโครงสร้างทางสังคมและอำนาจเดิมก็มักจะพยายามยื้อระบบความสัมพันธ์เดิมเอาไว้ ไม่ยอมปรับโครงสร้างตามความเปลี่ยนแปลงของสังคม
ความพยายามที่จะยื้อไม่ให้โครงสร้างทางสังคมและอำนาจเปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมจึงเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสให้เกิดผู้นำทางการเมืองที่ใช้การเมืองเรื่องความหวังเป็นฐานในการต่อสู้ทางการเมืองได้ ยิ่งหากแรงยื้อมีมาก การสร้างความหวังให้แก่ประชาชนก็จะต้อง “แรง” มากขึ้นและให้ประโยชน์อย่างตรงไปตรงมาตามไปด้วย
หลังวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน/การคลังในปี พ.ศ. 2540 กลับเป็นโอกาสให้แก่ประชาชนทั่วๆ ไปได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายมากขึ้นและทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการทำมาหากินของผู้คนอย่างลึกซึ้งทุกพื้นที่ของสังคมไทย และได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งแห่งที่ของผู้คนในสังคม
การขยายตัวของผู้ประกอบการรายย่อยและผู้ทำงานในภาคการผลิตไม่เป็นทางการขยายตัวอย่างมาก กลุ่มคนเหล่านี้ผันตัวเองจากชุมชนออกมาสู่การเผชิญอนาคตด้วยตนเอง หลังพิงเพื่อความปลอดภัยแบบเดิมที่วางอยู่บนความสัมพันธ์เชิงเครือญาติในชุมชนลดลงอย่างรวดเร็ว จึงทำให้คนกลุ่มใหม่นี้ต้องการหลังพิงเพื่อความมั่นคงและเพื่อโอกาสในการเลื่อนสภานะ/ชนชั้น จึงเป็นโอกาสให้แก่นักการเมืองได้สร้างการเมืองเรื่องความหวังโดยการใช้นโยบายประชานิยมมาสร้างฐานทางการเมืองของตน
เมื่อการสร้างฐานอำนาจด้วยการเมืองเรื่องความหวังดำเนินไปได้ช่วงเวลาหนึ่ง การต่อต้านจากโครงสร้างอำนาจเดิมก็เกิดขึ้น จึงทำให้การสร้าง “ศัตรู” ของความหวังประชาชนก็เกิดขึ้นตามมาด้วย ยิ่งการต่อต้านแรงมากเท่าไร ภาพ “ศัตรู” ก็จะชัดเจนขึ้นและต้องตอบโต้แรงขึ้นตามกันไป
พร้อมกันนั้น การตอบโต้ “ศัตรู” ก็จะต้องทำพร้อมๆ กับการสร้างนโยบายประชานิยมที่จะ “แรง” มากขึ้นตามไปด้วย กล่าวคือ นโยบายที่จะกระตุ้นความหวังของประชาชนก็จะสุดขั้วมากขึ้นเพื่อที่จะจรรโลงและขยายความหวังให้โชติช่วงมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้ต่อต้านหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยต้องออกมาคัดค้านมากขึ้น แต่ไม่ว่าการคัดค้านนั้นจะใช้เหตุผลใดก็ตาม กลับทำให้ประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากประชานิยมจะประณามผู้คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยแรงมากขึ้น เพราะการคัดค้านนั้นจะถูกปิดป้ายไว้ว่าเป็นพวกไม่อยากเห็นคนจนได้รับประโยชน์
ความขัดแย้งและวิวาทะในเรื่องนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด รถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก ค่าแรงวันละสามร้อย ก็ล้วนแล้วตกอยู่ภายใต้ตรรกะของการเมืองเรื่องความหวังนี้ เพราะนโยบายที่ “แรง” และตรงไปสู่ประชาชนชัดเจนมากกว่าเดิมเช่นนี้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่านี่คือโอกาสของคนยากคนจน ไม่ว่าจะเป็นชาวนา คนที่ใฝ่ฝันจะมีรถยนต์ บ้านสักคัน และแรงงานที่ได้รับค่าแรงราคาถูกมานาน ดังนั้น หากใครคัดค้านไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็จะถูกปิดป้ายในทันทีว่าไม่เห็นใจคนจนและเป็นพวกอำมาตย์ไปในที่สุด
ขณะเดียวกัน การคัดค้านก็ต้องระมัดระวังที่จะไม่นำไปสู่การใช้ฐานการคิดแบบเดิมที่หวังจะ “แช่แข็ง” สังคมเอาไว้ เพราะความเปราะบางของอารมณ์ผู้คนในการเมืองเรื่องความหวังนั้นมีมากจนอาจจะทำให้เกิดการให้ความหมายแก่การคัดค้านไปในอีกทางหนึ่ง
ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าการที่จะร่วมกันสร้างนโยบายที่ให้ความหวังแก่ประชาชนและไม่ทำร้ายอนาคตสังคมไทยโดยรวมจะเกิดขึ้นไม่ได้ในบรรยากาศการเมืองเช่นนี้ ผมไม่ปฏิเสธการเล่นการเมืองเรื่องความหวัง เพราะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมการเมือง หากแต่หวังไว้ว่าสังคมจะเปิดทางให้แก่การโต้เถียงโต้แย้งและหาแนวทางร่วมกันในการสร้างอนาคตสังคมไทย ซึ่งจะเริ่มต้นได้ก็ต่อเมื่อเราทั้งหมดเข้าใจตรรกะของการเมืองเรื่องความหวังกันก่อนครับ






