สมาร์ททีวีจะค่อยๆ ทยอยมาแทนทีวีปกติมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วครับ ที่ช่วงต้นปีจะต้องมีทำนาย คาดการณ์เทรนด์หรือแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปีนั้นๆ บางครั้งก็มีบ้างที่ผิด และมีบ้างที่ถูก แต่ไม่ว่าจะถูกหรือผิด การจับตา เพื่อดูแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ เป็นคุณสมบัติที่นักการตลาดยุคใหม่ละเลยไม่ได้
จากการเฝ้าสังเกตแนวโน้มของเทรนด์ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค หรือกระทั่งผู้ประกอบการเอง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และจากการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลต่างๆ จากงานวิจัยที่น่าสนใจ ตลอดปี 2555 เลยขอหยิบยกเรื่องที่น่าสนใจมาบอกเล่าแก่ผู้อ่าน จะได้ช่วยกันจับตาแนวโน้มต่างๆ เหล่านี้ :)
เริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวที่สุดของเรา ในห้องนั่งเล่น
อุปกรณ์ที่ผมพูดถึง คือ สมาร์ททีวี ที่จะค่อยๆ ทยอยมาแทนทีวีปกติ มากขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลจาก “Strategy Analytics” และ “NPD DisplaySearch” คาดการณ์ว่า จำนวนผู้ใช้สมาร์ททีวีทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปี 2555 มีทั้งหมด 104 ล้านเครื่องใน 88 ประเทศ นำโดยญี่ปุ่น ที่มีผู้จำนวนสมาร์ททีวีกว่า 21.1 ล้านเครื่อง ตามด้วยสหรัฐฯ ที่มีจำนวนสมาร์ททีวีอยู่ราวๆ 15.8 ล้านเครื่อง (คิดเป็น 20% ของครัวเรือนทั้งหมด) และถ้ามองที่ปี 2555 ปีเดียว สมาร์ททีวีมียอดขายทั่วโลก เติบโตขึ้น 15%
ปีก่อน เป็นปีที่ผู้ผลิตทีวี ส่งสมาร์ททีวีออกมาขายในตลาดหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีหน้าจอการใช้งาน (User Interface) และการควบคุมที่ไม่เหมือนกัน ผู้ผลิตบางรายนอกจากรีโมทปกติ ยังสามารถควบคุมได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การใช้งานคีย์บอร์ด การควบคุมด้วยโทรศัพท์ การสั่งงานด้วยเสียง หรือการตรวจจับความเคลื่อนไหวของผู้ชม ซึ่งคงต้องปรับจูนกันอีกสักพักเพื่อให้ได้สูตรผสมที่ลงตัวที่สุดในการนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดต่อการใช้งาน
ส่วนของแพลตฟอร์มสมาร์ททีวีเอง ผู้ผลิตได้นำหน่วยประมวลผล (ซีพียู) ที่ใช้ในสมาร์ทโฟนและแทบเล็ตมาใส่ในสมาร์ททีวี มีนำระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์มาใช้ ทำให้ผู้ใช้ลงแอพเพิ่มเติมได้ ไม่ต่างกับที่ใช้กันอยู่บนมือถือ พัฒนาการของแพลตฟอร์มจะทำให้สมาร์ททีวีน่าใช้มากขึ้น แต่อาจต้องรอแอพที่ออกแบบมาสำหรับสมาร์ททีวีเพิ่มเติม
อีกปัจจัยในการเติบโตของสมาร์ททีวี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของการบริโภคคอนเทนต์แต่ละประเทศ ข้อมูลจากซีสโก้บอกว่า ในสหรัฐฯ อัตราการใช้งานข้อมูลเพื่อดูวีดิโอผ่านอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยอยู่ที่ 30 กิกะไบต์ต่อครัวเรือน และคนอเมริกันเป็นคนที่มีสัดส่วนการจ่ายเงินเพื่อดูคอนเทนต์ (Pay per view) สูงที่สุด ทำให้คอนเทนต์คุณภาพดีๆ มีมาก สมาร์ททีวีจึงขายดี
สิ่งที่น่าจับตามอง คือ ถ้าปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งราคาที่ถูกลง + แพลตฟอร์มที่ฉลาดขึ้น + คุณภาพคอนเทนต์ที่ดีทำให้ตลาดสมาร์ททีวีเติบโตมากๆ ในบ้านเรา พฤติกรรมการดูทีวี รูปแบบโฆษณาที่เห็นบนหน้าจอ รวมถึงการติดต่อสื่อสารบางอย่างที่จะมีบนสมาร์ททีวี เป็นสิ่งที่นักการตลาด ต้องจับตามองเป็นพิเศษ
เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของการชอปปิง
คำถามที่ว่า ซื้ออะไร ซื้อจากที่ไหน ซื้อราคาเท่าไร หรือเวลาที่ใช้เท่าไร กลายเป็นเหมือนขั้นตอนการชอปปิงที่ผู้บริโภคคิดตลอดเวลา
การปรับปรุงขั้นตอนการชอปปิงเหล่านี้ เรียกว่า “Shoptimization” ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการ
ไม่ว่าจะเป็นการสมัครสมาชิก (กรอกข้อมูลมากไปไหม กรอกยากหรือเปล่า) การค้นหาสินค้าที่ต้องการหรือสินค้าใกล้เคียง ทำได้ยากง่ายขนาดไหน การกดซื้อแต่ละอย่าง ต้องกดกี่ครั้ง ถ้าซื้อสินค้าตัวเดิมด้วยราคาและจำนวนเท่าเดิม ผู้บริโภคจะต้องมากรอก มาเลือกอีกครั้งหรือไม่ ราคาที่ซื้อถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับร้านอื่น
แอพอย่าง “Shopsavvy” , “Dashlane” ช่วยแก้ไขปัญหาการชอปปิงด้วยการลดขั้นตอนการซื้อสินค้าที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็นออกไป เช่น การช่วยผู้ใช้กรอกข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลการชำระเงิน การกดปุ่มครั้งเดียวก็ซื้อได้ทันที (อย่างที่เราคุ้นเคยกันดีเวลาซื้อแอพจากแอพสโตร์) การเก็บประวัติการซื้อขายและใบเสร็จ การค้นหาสินค้าที่ต้องการหรือค้นหาดีลที่ดีที่สุดได้อย่างง่ายดาย
นักการตลาดยุคใหม่ จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ขั้นตอนเหล่านี้ เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การชอปปิ้งออนไลน์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ที่แสวงหาของถูกที่สุด ได้ของเร็วที่สุด และมักอดทนรออะไรได้ไม่นาน
พบกันใหม่ตอนหน้าครับ






