คาดผลประกอบการ 4Q55 ลดลง QoQ แต่เพิ่มขึ้น YoY
คาดทั้งกลุ่มมีกำไรสุทธิ 4Q55 3.8 หมื่นล้านบาท
เราคาดว่า กลุ่มธนาคารที่ศึกษาอยู่ 8 แห่ง จะมีกำไรสุทธิ 4Q55 รวมกัน 38,178 ล้านบาท ลดลง 12% QoQ เนื่องจากไม่มีเงินปันผลจากกองทุนวายุภักษ์ ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น และ ธนาคารหลายแห่งตั้งสำรองเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะ KTB ทำให้กลายเป็นธนาคารที่มีกำไรสุทธิลดลงจากไตรมาสก่อนมากที่สุด ขณะที่ SCB เป็นธนาคารที่เราคาดว่าจะมีกำไรสูงสุดในกลุ่ม หากเทียบกับ 4Q54 เราคาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นถึง 97% YoY เนื่องจากทั้งรายได้ดอกเบี้ยและไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาก และถึงแม้ว่า KTB ที่เราคาดว่าจะมีการตั้งสำรองจำนวนมากในไตรมาสนี้ แต่ก็ยังเป็นการตั้งสำรองที่ลดลงจากปีก่อนมาก และคาดว่า KTB จะเป็นธนาคารที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจาก 4Q54 มากที่สุด
ผลประกอบการปี 2555 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31%YoY
เราคาดว่ากลุ่มธนาคารจะมีกำไรสุทธิปี 2555 รวมกัน 1.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% YoY โดยทุกธนาคารสามารถเพิ่มรายได้ดอกเบี้ยและไม่ใช่ดอกเบี้ยสูงขึ้น นอกจากนี้แล้วในปีนี้ทุกธนาคาร ยังได้ประโยชน์จากการปรับลดภาษีนิติบุคคลลงจาก 30% เหลือ 23% (ยกเว้น TMB ที่ยังไม่มีการเสียภาษี) และการตั้งสำรองยังลดลงมากในหลายธนาคาร เช่น KTB ที่เราคาดว่าจะมีการตั้งสำรองลดลงเหลือเพียง 9 พันล้านบาท จากปีก่อนที่มีการตั้งสูงถึง 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของกลุ่มธนาคารเพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้ KTB เป็นธนาคารที่มีผลประกอบการเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2554
คาด กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคาร
เราคาดว่าการประชุมคณะกรรมการ กนง. ในวันนี้จะมีการพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% เหมือนเดิม ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารในการที่จะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไม่ลดต่ำลง โดยหากธนาคารมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝากพร้อมกัน ทางด้านเงินกู้ ผลตอบแทนสินเชื่อจะลดลงทันที เนื่องจากส่วนใหญ่ธนาคารจะคิดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวกับลูกค้า แต่ทางด้านเงินฝากนั้นต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งกว่าต้นทุนดอกเบี้ยของธนาคารจะลดต่ำลง เนื่องจากมีเงินฝากบางส่วนเป็นเงินฝากประจำซึ่งต้องรอให้ครบอายุต้นทุนจึงจะลดต่ำลงได้
เลือก SCB และ TCAP เป็น Top pick ของกลุ่ม
เรามองว่ากลุ่มธนาคารจะยังคงเติบโตต่อเนื่องได้ในปี 2556 จากความต้องการเงินลงทุนตามวัฎจักรการลงทุนของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่รวมถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลลงมาถึงกลุ่มลูกค้า SME ที่จะได้คำสั่งซื้อต่อเนื่องมาจากกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ นอกจากนี้การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศที่เพิ่มกำลังซื้อจะทำให้มีความต้องการสินเชื่อรายย่อยเพิ่มมากขึ้นด้วย
เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุน “มากกว่าตลาด” และได้ปรับมูลค่าเหมาะสมเพื่อสะท้อนกับการเติบโตดังกล่าว โดยแนะนำ SCB และ TCAP เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม เนื่องจาก SCB (มูลค่าเหมาะสม 211 บาท) ยังคงนโยบายการเติบโตเชิงรุกเช่นเดิม ซึ่งนโยบายนี้เองที่ทำให้ SCB มีการเติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา และทำให้เราคาดว่าในปี 2556 จะยังคงเติบโตได้โดดเด่นต่อเนื่อง ส่วน TCAP (มูลค่าเหมาะสม 46 บาท) จะมีผลประกอบการโดดเด่นในปีนี้ จากประโยชน์ที่ยังจะได้รับจากโครงการรถคันแรก และจะมีกำไรพิเศษจากการขายธุรกิจประกัน นอกจากนี้โครงการซื้อหุ้นคืนยังเป็นการจำกัดความเสี่ยงทางลงของราคาหุ้นได้อีกด้วย






