วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กองทุน5พันล.ช่วยสภาพคล่อง เยียวยาเอสเอ็มอีเหมาะสม

ยังหาบทสรุปไม่ได้สำหรับมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ

แม้ล่าสุดครม.จะอนุมัติมาตรการเยียวยาเพิ่มอีก 5 มาตรการรวมกับมาตรการเดิม 11 มาตรการเท่ากับรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือไปถึง 16 ข้อ และยอมหั่นรายได้ไปเกือบ 3 พันล้านบาท ด้วยการขยายวงเงินยกเว้นภาษีกำไรของเอสเอ็มอี จาก 1.5 แสนบาทเป็น 3 แสนบาทต่อปีแต่ที่ยังไม่ถูกใจฝ่ายผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และพยายามที่จะเรียกร้องผ่านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือ ส.อ.ท. คือ มาตรการตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าแรง วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี เพื่อขอให้เอสเอ็มอีปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ซึ่งเรื่องนี้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันกระต่ายขาเดียวมาตลอดไม่ยอมตั้งเด็ดขาด โดยอ้างว่าขัดหลักการการเงินการคลัง เพราะภาครัฐไม่สามารถนำงบประมาณแผ่นดินไปให้เอกชนได้

เหตุผลสำคัญที่กิตติรัตน์ ยืนยันหนักแน่นไม่ยอมตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เอกชนต่างเรียกร้องมาตลอด นอกเหนือจากเหตุผลที่ภาครัฐไม่สามารถนำงบประมาณมาให้เอกชนได้เปล่าๆ แล้วยังมาจากสถานะทางการคลังของประเทศในช่วงที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบเป็นบริษัทจำกัด ก็อยู่ในสภาพมีปัญหากระแสเงินสดหมุนเวียน เพราะนับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศใช้งบประมาณในการดำเนินนโยบายต่างๆ ไปจำนวนมหาศาล ทำให้ฐานะเกิดภาวะขาดดุลเงินสด ตั้งออกตั๋วคงคลังชดเชยมาตลอด โดยเฉพาะตั้งแต่มีนโยบายรถคันแรกที่มียอดใช้เงินคืนภาษีให้แก่ผู้ซื้อรถคันแรกไปมากกว่า 9 หมื่นล้านบาท

ขณะเดียวกันหากพิจารณาความเหมาะสมในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะไม่ช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ เพราะออกมาตรการช่วยเหลือมากถึง 16 มาตรการ ซึ่งก็มีทั้งการลดภาษีและค่าธรรมเนียม รวมถึงมาตรการสนับสนุนให้ภาครัฐไปจัดประชุมสัมมนาในสถานประกอบการของเอกชน รวมถึงการเพิ่มการหักค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อม ตลอดจนการช่วยเหลือฝึกอบรมพัฒนาแรงงาน นอกจากนั้นยังมีกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อปล่อยกู้ให้แก่เอสเอ็มอีอีก 5 พันล้านบาท ขณะเดียวกันก็ยังมีบรรษัทค้ำประกันสินเชื่อรายย่อย หรือบสย.ก็เตรียมวงเงินค้ำประกันไว้กว่าแสนล้านบาท

ดังนั้นบทสรุปของการเยียวยาเอสเอ็มอี จึงไม่ใช่ภาครัฐไม่ช่วยเหลือ แต่ติดที่ภาคเอกชนเองต่างหากที่ไม่ยอมรับและพยายามเรียกร้องให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือ หรืออาจจะเรียกได้ว่า"เอาแต่ได้ไปหน่อย" เพราะไม่ใช่ว่าการปรับค่าแรง 300 บาทจะทำให้เอกชนมีต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ในทางหนึ่งเอกชนก็สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งก็มีสัญญาณมาแล้ว ว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าน่าจะมีสินค้าทยอยขอปรับราคากันอย่างแน่นอน

เรื่องนี้น่าจะมีบทสรุปกันได้ในเร็วๆ นี้ แต่ไม่ว่าฝ่ายเอกชนจะได้รับเงื่อนไขตามที่ต้องการหรือไม่ แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงก่อนจะอนุมัตืมาตรการเยียวยาอะไรก็ตาม นั่นคือประชาชนตาดำๆ หรือบรรดาลูกจ้างทั้งหลาย เพราะแม้จะได้ค่าแรงขึ้นไปเป็น 300 บาท แต่ค่าครองชีพก็ปรับขึ้นตามไปด้วย ....งานนี้รัฐบาลต้องเลือกแล้วล่ะว่าจะเลือกดูแลใครกันแน่