วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

โศกนาฏกรรมปีมะเส็ง

สำหรับมุมมองด้านเศรษฐกิจและการลงทุนปี 2555 อาจกล่าวได้ว่าเป็นปีที่หักปากกาเซียนด้านเศรษฐกิจก็ว่าได้ เพราะเป็นปีที่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญมากมาย

สำหรับมุมมองด้านเศรษฐกิจและการลงทุนปี 2555 อาจกล่าวได้ว่าเป็นปีที่หักปากกาเซียนด้านเศรษฐกิจก็ว่าได้ เพราะเป็นปีที่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญมากมาย

โดยฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์การเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง รวมถึงประเด็นเงินช่วยเหลือระลอกที่สองของกรีซ ที่เกือบไม่ผ่านและทำให้นักวิเคราะห์ทั้งหลายฟันธงว่ากรีซจะต้องออกจากยูโรโซน หรือจะเป็นเหตุการณ์ธนาคารในสเปนล้ม และเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและระดับมณฑลที่ประสบวิกฤติจนทำให้คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคาร รวมทั้งท่าทีที่แข็งกร้าวของผู้นำยุโรปที่จะไม่ช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาก็ตาม

ฝั่งสหรัฐ การว่างงานที่สูงลิ่ว ปัญหาความไม่ลงรอยทางการเมืองระหว่างสองพรรคใหญ่ การหมดอายุของมาตรการ Operation Twist (หรือการที่ธนาคารกลางสหรัฐขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อซื้อพันธบัตรระยะยาว เพื่อกดดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดต่ำลง) รวมถึงประเด็นหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) ล้วนเป็นประเด็นระทึกทั้งสิ้น

ด้านจีนและเอเชียก็ไม่น้อยหน้า เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงมาก การส่งออกในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติยุโรปอย่างรุนแรง ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านผู้นำในประเทศยักษ์ใหญ่เอเชีย ทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ต่างเป็นประเด็นที่สำคัญและกระทบต่อเศรษฐกิจโลกทั้งสิ้น

แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจปีมะโรงที่เหมือนจะเป็นโศกนาฏกรรมนั้น กลับมาแฮปปี้เอนดิ้งในตอนจบ โดยปัจจัยสำคัญเป็นเพราะสัญญาณบวกของทางการยุโรปและธนาคารกลาง (ECB) ที่พร้อมร่วมมือร่วมใจ ไม่ทิ้งประเทศที่ประสบปัญหา และออกมาตรการต่าง ๆ เช่น มาตรการอัดฉีดธนาคารพาณิชย์ (LTRO) มาตรการช่วยเหลือตลาดพันธบัตร (OMT) รวมถึงความพยายามจัดตั้งสหภาพการธนาคารที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สหรัฐ ความร่วมมือในนาทีสุดท้ายของสภาคองเกรส ทำให้สถานการณ์ Fiscal Cliff ผ่านพ้นไปได้ (อย่างน้อยในช่วง 1-2 เดือนนี้) ขณะที่จีนและเอเชีย สัญญาณเศรษฐกิจและการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวอย่างเปราะบาง รวมถึงการที่ผู้นำพร้อมใช้นโยบายการคลังเชิงรุก เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในโลกตะวันออกส่งสัญญาณดีขึ้น

แต่ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นพระเอกแห่งปีมะโรง เห็นจะหนีไม่พ้นมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งที่สามและสี่ (QE3-4) ของสหรัฐ ที่ตามมาด้วยการอัดฉีดระลอกใหญ่/การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลก ที่เติมสภาพคล่องให้การลงทุนในตลาดทุนพุ่งกระฉูดหยุดไม่อยู่

แล้วปีมะเส็งเล่า จะสุขหรือจะเศร้า เพื่อหาคำตอบ ผู้เขียนจึงได้ลองไล่เรียงประเด็นความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกมาเป็นลำดับ ดังนี้

ความเสี่ยงประการสำคัญที่สุด จะยังคงเป็นความขัดแย้งทางการเมืองในสหรัฐ เห็นได้จากข้อตกลงแก้ไขวิกฤติ Fiscal Cliff ที่เหมือนจะดูว่าผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่เมื่อพิจารณาไส้ในแล้ว จะเห็นว่า เป็นความร่วมมือในนาทีสุดท้าย และทำแบบเตะถ่วงปัญหา เพราะโดยเนื้อหาแล้ว ปัญหา Fiscal Cliff คือการที่ทางการสหรัฐใช้มาตรการการคลัง (ที่ประกอบด้วยการลดภาษี และการเพิ่มรายจ่าย) กระตุ้นเศรษฐกิจให้พ้นจากวิกฤติ แต่ก็นำมาซึ่งหนี้สาธารณะที่เพิ่มพูน ดังนั้น ทางแก้จึงต้องขึ้นภาษีและลดรายจ่ายเพื่อทำให้ฐานะทางการคลังเข้ามาสู่จุดสมดุลอีกครั้ง

แต่การที่ผู้นำสหรัฐตกลงกันไม่ได้ จนในข้อตกลงสุดท้ายต้องขึ้นภาษีเฉพาะคนรวยสุด รวมถึงภาษีเงินปันผลและภาษี Capital Gain รวมถึงลดรายจ่ายแบบอัตโนมัติ (แต่ให้ชะลอไปอีก 2 เดือน) นับได้ว่าเป็นข้อตกลงแบบ “ขอไปที” เพราะแม้ว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจดีกว่าคาดในระยะสั้น (งบกระตุ้นเศรษฐกิจหายไปประมาณ 1.3% ของ GDP จากที่เคยคาดว่าจะเป็นประมาณ 2.5%) แต่จะนำไปสู่ภาระการคลังที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องขอเลื่อนเพดานหนี้สาธารณะขึ้นในเดือนมีนาคม

ประเด็นนี้ต้องจับตาดูใกล้ชิด เพราะหากมีปัญหาอีก อาจทำให้การปรับเพิ่มเพดานหนี้ไม่ทันกับรอบรายจ่ายภาครัฐที่จำเป็น และอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐผิดนัดชำระหนี้ ทำให้สถาบันจัดอันดับปรับลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสหรัฐ และเกิดความผันผวนในตลาดการเงินได้

ความเสี่ยงประการที่สอง ได้แก่ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ที่แม้จะไม่เป็นกระแสข่าวใหญ่ในขณะนี้แต่ก็ทำให้ผู้เขียนกังวลไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นหมู่เกาะเซนโกกุที่มีข้อพิพาทอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของระหว่างจีนและญี่ปุ่น โดยท่าทีจีนที่แข็งกร้าวขึ้น ทั้งจากการที่ใส่รูปหมู่เกาะดังกล่าวในแผนที่ของจีน การส่งเรือและเครื่องบินลาดตระเวนเข้าใกล้น่านน้ำญี่ปุ่น ในขณะที่นายชินโซ อาเบะ ผู้นำคนใหม่ของญี่ปุ่นก็แสดงความแข็งกร้าวเพิ่มขึ้น รวมถึงส่งเรือลาดตระเวนในน่านน้ำดังกล่าวเช่นกัน ทำให้อาจเกิด “อุบัติเหตุ” ที่ไม่คาดฝันและนำไปสู่สงครามเอเชียบูรพาอีกครั้งได้

นอกจากนั้น ประเด็นเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลีก็น่าจับตาไม่น้อยเช่นกัน โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า คิมจองอึน ผู้นำหนุ่มของเกาหลีเหนือหาได้เป็นมือสมัครเล่นเหมือนท่าทีไม่ เพราะความเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลดผู้นำทหารรุ่นเก่าพร้อมกับแถลงการณ์ให้ยึดมั่นในพรรค หรือจะเป็นการทดลองขีปนาวุธทางไกล (เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางทหาร) พร้อมกับแถลงถึงความต้องการที่ยุติการเผชิญหน้ากับเกาหลีใต้นั้น บ่งชี้ถึงการเดินหมากทางการเมืองอย่างแยบยลและประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย

ความเสี่ยงที่สาม ได้แก่ วิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป ที่แม้ว่าจะบรรเทาลงมากเกินกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดไว้ แต่ก็ประมาทไม่ได้เสียทีเดียว เพราะแม้ยุโรปจะทำมาตรการ 3 ประสาน (อันได้แก่ 1. การเพิ่มขนาดกองทุนช่วยเหลือ ESM เพื่อแก้วิกฤติระยะยาว 2. มาตรการ OMT เพื่อแก้วิกฤติระยะสั้น และ 3. ตั้งสหภาพการธนาคาร เพื่อแก้วิกฤตธนาคาร) แต่ก็อาจจะมีประเด็นที่ทำให้ตลาดตื่นตระหนกจนเกิดความผันผวนได้ โดยเฉพาะการเลือกตั้งของอิตาลีในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่หากอดีตนายกรัฐมนตรี Berlusconi กลับมา อาจทำให้ตลาดเป็นกังวลและเทขายพันธบัตรอิตาลี นอกจากนั้น การเลือกตั้งของเยอรมนีในเดือนกันยายนก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองใกล้ชิดเช่นกัน

ความเสี่ยงสุดท้าย ได้แก่ กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและความผันผวนในตลาดโภคภัณฑ์ โดยจากกระแส QE 3-4 ที่ธนาคารกลางสหรัฐอัดฉีดถึงเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างไม่มีลิมิต ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นเกทับที่ 101 ล้านล้านเยน และธนาคารกลางอื่น ๆ ที่เพิ่มปริมาณการอัดฉีดเช่นกัน จะทำให้เงินไหลเข้ามายังภูมิภาคเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงราคาสินทรัพย์ เช่น ที่ดินในเอเชียพุ่งอย่างหยุดไม่อยู่ และอาจเกิดความเสี่ยงฟองสบู่ และความเสี่ยงเงินเฟ้อในสินทรัพย์เหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกระแสการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแนวขวางในสหรัฐ ทำให้การผลิตเชื้อเพลิงเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้น และกดดันทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมถึงเงินเฟ้อทั่วไป (ราคาสินค้าปกติ) ไม่สูงขึ้นมาก แต่หากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเกิดรุนแรงขึ้น ก็เป็นไปได้เช่นกันที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจนเกิดปัญหาเงินเฟ้อทั่วไปที่รุนแรงได้ และเมื่อนั้น โลกอาจต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูงขณะที่เศรษฐกิจยังตกต่ำ (หรือที่เรียกว่า Stagflation)

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าผู้เขียนจะเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุนโลกปีมะเส็งน่าจะดีกว่าปีมะโรงเล็กน้อย แต่สี่ประเด็นความเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักธุรกิจและนักลงทุนต้องจับตามองใกล้ชิด เพราะอาจเปลี่ยนบทสรุปของเรื่อง จากสุขนาฏกรรมให้เป็นโศกนาฏกรรมได้