วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บิ๊กกทม.ถกนัดสุดท้าย ขู๋งัดกม.ฟัน'ธาริต'พรุ่งนี้

ผู้บริหารกทม.ถกนัดสุดท้าย ก่อนบุกดีเอสไอพรุ่งนี้( 9 ม.ค.) ลั่นปฏิเสธข้อกล่าวหาคดีบีทีเอส ขู่งัดกม.ฟัน"ธาริต" ไร้อำนาจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันฝ่ายการเมืองกทม. ข้าราชการประจำ และผู้บริหารบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด(เคที) อาทิ นางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกทม. นายเจริญรัตน์ ชูติกาญจน์ อดีตปลัดกทม. นายธนา วิชัยสาร ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง นายประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ ประธานกรรมการบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด และนายอมร กิจเชวงกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัด ได้มาร่วมประชุมที่ห้องทำงานของนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเตรียมข้อมูลและหลักฐานทางกฎหมายก่อนเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้อง 11 ราย ซึ่งมีผู้บริหาร ข้าราชการกทม. ผู้บริหารเคที และบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอสซี มารับทราบข้อกล่าวหากรณีการทำสัญญาโครงการจ้างเดินรถไฟฟ้าเป็นเวลา 30 ปี ในวันที่ 9 ม.ค.

นายธีระชน กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือร่วมกับกฎหมาย ก่อนจะเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ดีเอสไอ ในวันที่ 9 ม.ค. ซึ่งตนและม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. จะเดินทางไปดีเอสไอเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาอย่างแน่นอน แต่จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมจะให้การเป็นลายลักษณ์อักษร จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินคดีอาญานายธาริต เพียงดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอทันที ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และมาตรา 200

ด้านนางนินนาท ชลิตานนท์ ปลัดกทม. กล่าวว่า ฝ่ายข้าราชการประจำที่ถูกกล่าวหาอีก 2 รายคือตนในฐานะปลัดกทม.และนายธนา วิชัยสาร ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง(สจส.) กทม. จะขอเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากดีเอสไออีกครั้งในช่วงสัปดาห์หน้า เนื่องจากติดภารกิจราชการ อย่างไรก็ตาม กทม.ยืนยันมาว่า กรณีดังกล่าวกทม.ไม่ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อกฎหมายตามที่มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ที่ผ่านมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ กท 0200/90 เรื่องขอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงการแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหาและข้อหา ถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยหนังสือระบุตอนหนึ่งว่า "ตามหนังสือที่อ้างถึง 1.กรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งมารับทราบข้อกล่าวหาต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนคดี ในวันพุธที่ 9 มกราคม 2556 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีมีข้อเท็จจริงและหลักฐานว่าหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้รู้หรือมีเหตุอันควรรู้ กลับยินยอมให้มีการทำสัญญาระหว่างผู้บริหารกรุงเทพมหานครกับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ตามสัญญาเลขที่ 1/2555 ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555 และระหว่างบริษัทกรุงเทพธนาคม จำกัดกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาเลขที่ กธ.ส. 006/55 ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 อันเป็นเรื่องปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ราชการ และเป็นความผิดอาญาในข้อหาว่าร่วมกันประกอบกิจการค้าขายอันเป็นสาธารณูปโภค โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือได้รับสัมปทานจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 พ.ศ.2515 ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น

ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นข้าราชการการเมืองตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมืองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘ หากมีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบโดยการไต่สวนและชี้มูลหรือไม่ชี้มูลความผิดก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 19 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ประกอบมาตรา 250 และมาตรา 257 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงไม่มีอำนาจสอบสวน รวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองตามนัยแห่งกฎหมายที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกทั้งยังเป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 32/2550 อีกด้วย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรุงเทพมหานคร และนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ทำหนังสือชี้แจงต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหลายครั้งหลายคราว เกี่ยวกับอำนาจการดำเนินการของกรุงเทพมหานครในโครงการดังกล่าวว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งชี้แจงว่ากรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการป.ป.ช. กรมสอบสวนคดีพิเศษหามีอำนาจสืบสวน สอบสวนแต่อย่างใดไม่รายละเอียดปรากฏตามหนังสือที่อ้างถึง 2 ถึง 6 ตามลำดับ ซึ่งได้ส่งทั้งแก่ท่านหมดแล้ว

ดังนั้น โดยหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้าเรียนมายังท่านเพื่อโปรดพิจารณาทบทวนและเปลี่ยนแปลงคำสั่งตามหนังสือของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่อ้างถึง 1 ซึ่งหากถึงกำหนดเวลาการให้มารับทราบข้อกล่าวหาและข้อหาตามหนังสือดังกล่าวแล้ว มิได้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งใดๆ ข้าพเจ้าขอถือว่าท่านมีเจตนากระทำการเกินอำนาจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ อันเป็นการขัดต่อกฎหมาย"