ในขณะที่สถานการณ์ในยุโรปกำลังอยู่ในช่วงเหมือนกับพักฐานในขณะนี้ ทว่าสิ่งที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การลดขนาดของสินทรัพย์
ของสถาบันการเงินเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ ทางการเงินที่เริ่มจะค่อยๆ ทยอยมีผลบังคับใช้
บทความนี้ จึงขอกล่าวถึงรายงานของ Deloitte เมื่อปลายปีที่แล้ว ที่ได้สำรวจ 18 สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ซึ่งมีสินทรัพย์รวมประมาณ 11 ล้านล้านยูโร ว่าด้วยแนวทางการลดขนาดแบงก์ในยุโรป (Deleveraging) และสาเหตุที่แบงก์ในยุโรปต้องลดขนาดของตนเอง จากนั้นจะเปรียบเทียบมูลค่าสินทรัพย์ของแบงก์ที่ลดขนาดไปแล้วกับบรรดาแบงก์ในอดีตที่ทำการลดสินทรัพย์หลังวิกฤต ท้ายสุด จะกล่าวถึงวิธีต่างๆ ที่สถาบันการเงินดังกล่าวใช้ในการลดขนาดสินทรัพย์ของตนเอง
เริ่มจาก มูลเหตุที่แบงก์ในยุโรปต้องลดขนาดสินทรัพย์ของตนเองมาจาก 2 สาเหตุหลัก ได้แก่ หนึ่ง ทางการเพิ่มระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงขั้นต่ำให้มีอัตราส่วนที่สูงขึ้น และ สอง ข้อจำกัดทางด้านสภาพคล่อง โดยที่จากผลสำรวจ กว่า 2 ใน 3 ของแบงก์ยุโรป และ กว่าครึ่งหนึ่งของแบงก์ยุโรปที่ถูกสำรวจ ตอบว่า มูลเหตุดังกล่าวเป็นสาเหตุ "สำคัญ" และ "สำคัญที่สุด" ในการลดขนาดสินทรัพย์ของแบงก์เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบงก์ในยูโรโซนจะเน้นกล่าวถึงข้อจำกัดด้านสภาพคล่องเป็นพิเศษ
ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากช่องทางปกติในการเพิ่มเงินกองทุนให้กับธนาคาร อาทิเช่น การเพิ่มกำไร หรือ ลดโบนัส รวมถึงลดเงินปันผล ไม่สามารถทำได้มากเท่าที่ควรในยามที่เศรษฐกิจในยูโรไม่เติบโต นอกจากนี้ การออกขายหุ้นใหม่หรือออกตราสารทางการเงินเพื่อมาเพิ่มทุนให้กับธนาคารก็ทำได้ไม่ง่ายเช่นกัน เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูง ดังรูป
นอกจากนี้ ความกลัวที่จะต้องเข้าโครงการความช่วยเหลือจากทาง Troika อันประกอบด้วย ไอเอ็มเอฟ ธนาคารกลางยุโรปและคณะกรรมการยูโร หรือ ธนาคารกลางยุโรปโดยตรง ซึ่งต้องทำตามเงื่อนไขต่างๆ อันเป็นข้อจำกัดในการทำธุรกิจของตนเองในอนาคต ยังเป็นสาเหตุหลักที่แบงก์เหล่านี้จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ผ่านกฎเกณฑ์ใหม่ด้านสภาพคล่องของทางการ น่าสังเกตว่า ณ ปัจจุบัน แบงก์ในสเปนและโปรตุเกสยังแทบไม่ได้เริ่มทำการลดขนาดของตนเอง จึงอาจมีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าแบงก์ของประเทศทั้งสองมีระดับการปรับตัวโดยรวมในการให้ผ่านกฎเกณฑ์ใหม่ของทางการต่ำกว่าประเทศอื่นๆ
จากงานศึกษาของ คณะกรรมการบาเซิล พบว่า สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของยุโรปยังขาดเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของที่มีหุ้นสามัญเป็นหลัก (Core Tier1) อีก 3.74 แสนล้านยูโร เพื่อให้ระดับเงินกองทุน Core Tier 1 ของตนเองถึงเป้าหมายของทางการที่ร้อยละ 7 ทั้งนี้ แบงก์ในยุโรปส่วนใหญ่คาดว่าอานิสงส์ของการ Deleveraging จะส่งผลให้อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงสูงขึ้นราวร้อยละ 1 ทั้งนี้ ตัวเลขที่เห็น ไม่สูงดังเช่นที่หลายฝ่ายคาดกัน เนื่องจากในขั้นตอนการลดขนาดสินทรัพย์ จะมีมูลค่าความเสียหายจากการขายสินทรัพย์ต่างๆ ในระหว่างช่วงเวลานั้นด้วย ซึ่งหลังจากหักลบแล้ว จึงได้ตัวเลขดังกล่าว โดยที่ สินเชื่อประเภทอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ขายออกจากพอร์ตยากที่สุด ตามด้วยสินเชื่อของบริษัทขนาดใหญ่ สินเชื่อรายย่อย และ สินเชื่อ SMEs ตามลำดับ
หากพูดถึงความเร็วในการลดขนาดสินทรัพย์ของแบงก์ในยุโรปสำหรับวิกฤตรอบนี้ ต้องถือว่าเมื่อผ่านไป 2-3 ปี ยังถือว่าลดไปได้น้อยกว่าวิกฤตรอบก่อนหน้า โดยจากผลการสำรวจ พบว่าแบงก์ต่างๆ ยังจะลดขนาดสินทรัพย์ของตนเองมากกว่าร้อยละ 5 และบางรายอาจลดอีกมากกว่าร้อยละ 10 อีกด้วย ซึ่งวิธีที่แบงก์ต่างๆ จะใช้นั้น จะใช้ การสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าจ่ายหนี้ของตนเองให้เร็วขึ้น การขายสินทรัพย์ออกจากพอร์ต และ การลดขนาดความเร็วในการเจริญเติบโตของสินทรัพย์ มากเป็นอันดับ 1 ถึง 3 ตามลำดับ ทั้งนี้ บริษัทประเภท Private Equity และ สถาบันการเงินนอกภูมิภาคยุโรปถือเป็นผู้ซื้อหลักของการขายสินทรัพย์งวดนี้
ด้านอุปสรรคในปฏิบัติการเที่ยวนี้ ได้แก่ การตกลงราคากันไม่ได้ การหาผู้ซื้อไม่ได้ และ การที่ต้องรับรู้ค่าความเสียหายจากการขายสินทรัพย์ นับเป็นมูลเหตุสำคัญที่แบงก์ต่างๆ ไม่สามารถขายสินทรัพย์ของตนเองได้ อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ที่กองทุน European Stability Mechanism (ESM) มูลค่า 5 แสนล้านยูโร จะปล่อยกู้ให้กับแบงก์ที่มีปัญหาโดยตรง ก็อาจเป็นตัวเร่งให้แบงก์ต้องรีบขายสินทรัพย์ของตนเองออกจากพอร์ตเร็วขึ้น เนื่องจากกังวลถึงข้อผูกมัดของเงื่อนไขในสัญญาความช่วยเหลือดังกล่าว รวมถึงราคาที่จะขายได้อาจลดน้อยลงเนื่องจากจะมีอุปทานของสินทรัพย์ที่จะขายเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังต้องเสียชื่อเสียงจากการขอความช่วยเหลือดังกล่าว
นอกจากนี้ การที่โครงการเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำอายุ 3 ปีของธนาคารกลางยุโรปซึ่งกำลังจะหมดอายุลงปลายปีนี้ หากไม่มีการต่ออายุสินเชื่อ ในส่วนนี้ก็อาจทำให้แบงก์ยุโรปต้องรีบขายสินทรัพย์ของตนเองออกไปให้เร็วขึ้นไปอีก ท้ายสุด กฎเกณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่เข้มข้นขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ส่วนหลักขององค์กรกำกับการเงินของยุโรป (EBA) หรือเกณฑ์บาเซิล 3 ที่กำลังบังคับใช้แบบเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ล้วนแต่เป็นตัวเร่งให้การลดขนาดสินทรัพย์ของแบงก์ในยุโรปต้องเข้มข้นกว่าเดิมไปเรื่อยๆ
โดยสรุป กระบวนการลดขนาดสินทรัพย์ของแบงก์ในยุโรปหรือ Deleveraging ยังอยู่กับวิกฤตยุโรปไปอีกมากกว่า 3 ปีครับ
หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 วางจำหน่ายแล้วทั่วประเทศ และติดตามบทถัดไปของ Fiscal Cliff เพิ่มเติมที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ









