วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กิตติรัตน์' ชงครม.ช่วยค่าแรง300

ครม.พิจารณาวันนี้ ออกมาตรการเพิ่มผลกระทบค่าแรง 300 บาท ยันไม่ตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่าง กกร.เตรียมดันอีกรอบ เงินชดเชย-ขอมาตรการช่วยเพิ่ม

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (8 ม.ค.) จะพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือภาคเอกชนจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ตามที่ได้หารือกับภาคเอกชนไปก่อนหน้านี้

“การปรับขึ้นค่าแรงไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะรัฐบาลก็แถลงเรื่องนี้เป็นนโยบายตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ รวมทั้งมีการช่วยเหลือมาตรการต่างทั้งการให้สินเชื่อหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน การลดอัตราภาษีนิติบุคคล รวมทั้งจะมีการพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนเพิ่มเติม โดยมั่นใจว่าการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนจะทำให้ผู้ประกอบการต่างๆ อยู่ได้โดยไม่ต้องปิดตัว” นายกิตติรัตน์ กล่าว

สำหรับกรณีที่มีโรงงานหลายรายปิดกิจการและเป็นข่าว นายกิตติรัตน์กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ประมาณ 1 ล้านราย หากไปดูข้อมูลของกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะเห็นว่ามีการจดทะเบียนเริ่มและเลิกกิจการอยู่เป็นปกติ

"หากจะบอกว่าการปิดกิจการของผู้ประกอบการในช่วงนี้เป็นผลมาจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทใน 7 จังหวัดนำร่องตั้งแต่เดือนเม.ย. 2555 ที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นบวก"

ทั้งนี้ จากข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าประสิทธิภาพของแรงงานใน 7 จังหวัดนำร่องดังกล่าว เพิ่มขึ้น 9% ขณะที่ตัวเลขการว่างงานลดลงจากในช่วงเดือนเม.ย. 2555 ที่ 0.9% เหลือ 0.6% ในช่วงปลายปี 2555 ที่สำคัญกำลังซื้อของแรงงานที่ได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นทำให้แรงงานมีการใช้จ่ายมากขึ้นกิจการหลายๆ แห่ง ก็ได้ผลประโยชน์จากการขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น

“ผู้ประกอบการอาจจะต้องอดทนบ้าง เพราะการปรับเพิ่มค่าแรงเป็นต้นทุนในทันที ขณะที่การเพิ่มกำลังซื้อของแรงงานจะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งก็ไม่นานจนเกินไปนักที่เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์จากการขายสินค้าที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นการที่จะปลดคนงานออกเนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็ต้องพิจารณาให้ดีเพราะผู้ประกอบการบางส่วน เช่น บริษัทผลิตรถยนต์ เคยตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องของการปลดคนงานในช่วงที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์จนการผลิตต้องชะงักมาแล้ว ซึ่งขณะนี้หากมีการปลดคนงานแล้วจะรับเพิ่ม ก็อาจทำได้ยากเนื่องจากการว่างงานในประเทศเรามีอัตราต่ำมาก” นายกิตติรัตน์ กล่าว

นายกิตติรัตน์ ย้ำว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปรับสมดุลเศรษฐกิจของประเทศ และในระยะยาว ประเทศไทยต้องไม่พอใจกับค่าแรงขั้นต่ำ แต่ต้องยกระดับให้แรงงานในประเทศมีศักยภาพเพิ่มขึ้นสามารถมีค่าจ้างแรงงานที่สูงแต่ประเทศยังสามารถแข่งขันได้

ส.อ.ท.เตรียมเสนอรัฐบาลอีกรอบ

การเคลื่อนไหวเรียกร้องมาตรการช่วยเหลือผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยมีการประชุมเพื่อเตรียมข้อเสนอกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แม้ว่าก่อนหน้านั้น ข้อเสนอของภาคเอกชนจะได้รับการปฏิเสธจากรัฐบาล

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งเป็นกลุ่มของนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล กล่าวว่า รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะไม่ยอมตั้งกองทุนจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างขั้นต่ำ โดยรัฐบาลขอดูผลกระทบจากการปรับค่าจ้าง แต่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังหารือเพื่อผลักดันเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งจะเข้าไปดูความเห็นของส่วนราชการที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้และจะหาข้อมูลมาเพื่อชี้แจงให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่าง

"ต้องหาทางให้ภาครัฐยอมรับและเชื่อว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ"

นายวัลลภ กล่าวว่า คณะทำงานเรื่องการลดผลกระทบการปรับค่าจ้างขั้นต่ำของ กกร.จะหารือกันในสัปดาห์หน้า เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและเตรียมชี้แจงว่างบประมาณที่รัฐจะจัดให้มาจ่ายส่วนต่างไม่เสียเปล่า ซึ่งในการประชุมร่วมกับภาครัฐครั้งสุดท้าย ได้ชี้แจงว่าภาครัฐอย่าเพิ่งปฏิเสธข้อเสนอนี้ และ กกร.อาจปรับข้อเสนอและจัดลำดับความสำคัญแนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด

"อาจเข้ามาดูว่ายังจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือไม่ รวมทั้งเข้ามาดูว่าอาจปรับสัดส่วนเงินส่วนต่างที่ให้รัฐจ่ายและช่วงเวลาที่ให้รัฐจ่ายเดิมเสนอให้ปี 2556 รัฐจ่ายส่วนต่าง 75% ปี 2557 รัฐจ่ายส่วนต่าง 50% และปี 2558 รัฐจ่ายส่วนต่าง 25% รวมทั้งเมื่อมาตรการนี้ใช้ไม่ทันเดือนม.ค. 2556 อาจไปเริ่มใช้ในเดือน เม.ย. 2555 และเลื่อนระยะเวลาสิ้นสุดออกไป 3 เดือน"

นายกิตติรัตน์กล่าวในประเด็นเดียวกันว่าที่ประชุม ครม.จะพิจารณาข้อเสนอของเอกชนในการตั้งกองทุนเพื่อชดเชยส่วนต่าง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอเรื่องมาแล้วว่าการตั้งกองทุนในลักษณะดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่ไม่มีหลักการและไม่สามารถทำได้

กลุ่มเอสเอ็มอีขอพบนายกฯ

นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งเป็นอีกกลุ่มในส.อ.ท. กล่าวภายหลังการประชุมสภาอุตสาหกรรม 5 ภาค ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมภาคเหนือ สภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาอุตสาหกรรมภาคกลาง สภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก สภาอุตสาหกรรมภาคใต้ เกี่ยวกับผลกระทบการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ว่า ผู้ประกอบการต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการ โดยถ้าไม่มีการช่วยเหลือจากภาครัฐจะกระทบอุตสาหกรรมมาก ซึ่งต้องการมาตรการจ่ายเงินชดเชยส่วนมากที่สุด

สภาอุตสาหกรรม 5 ภาค กำลังประสานงานกับเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้แทนเอสเอ็มอีได้เข้าพบนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการจากผลกระทบค่าจ้าง 300 บาท และขอให้รัฐบาลช่วยหามาตรการเยียวยา

นายธนิต กล่าวว่า มาตรการที่ออกมาส่วนใหญ่ช่วยผู้ประกอบการไม่มาก เช่น การลดค่าธรรมเนียมห้องพักโรงแรม การจัดคลินิกพัฒนาฝีมือแรงงานเคลื่อนที่ไปยังสถานศึกษาและสถานประกอบการ การเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาของส่วนราชการ การจัดคาราวานสินค้าราคาถูกไปจำหน่ายให้ลูกจ้าง

นายวีระยุทธ สุขวัฑฒโก ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มอุตสาหกรรมภาคเหนือตอนบน ส.อ.ท. กล่าวว่า ผู้ประกอบการในเขตภาคเหนือตอนบนได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากบางจังหวัดมีฐานค่าแรงอยู่ในระดับต่ำมาก เช่น พะเยา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของผู้ประกอบการ

อุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น เครื่องนุ่งห่ม โรงงานแปรรูปพืชผลทางการเกษตร เซรามิก ซึ่งบางโรงงานในภาคเหนือได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายค่าจ้างเป็นรายชิ้นแทนการจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน แต่ในภาพรวมคงต้องดูข้อมูลอย่างชัดเจนอีกครั้ง โดยขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะตัดสินใจเลิกกิจการหรือประกอบการต่อขึ้นอยู่กับมาตรการเยียวยาของรัฐบาล

" ผู้ประกอบการในต่างจังหวัดต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างมากที่สุด โดยถือเป็นมาตรการที่มีความจำเป็นต้องมี ซึ่งรัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาจ่ายเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องพิจารณา และควรจะรีบดำเนินการ ไม่ใช่รอให้โรงงานปิดจนหมดก่อน แล้วค่อยมีมาตรการเยียวยา"

แรงงานเผยเลิกจ้างแล้ว 275 คน

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า จากการรายงานสถานการณ์ด้านแรงงาน ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ณ วันที่ 4 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 - 4 ม.ค. 2556 มีสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท 4 แห่ง เลิกจ้าง 275 คน

ส่วนสถานประกอบการที่แนวโน้มการเลิกจ้างอันเนื่องมาจากการปรับค่าจ้าง จำนวน 2 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 480 คน และมีอีก 5 แห่ง ที่ส่งสัญญาณการขาดสภาพคล่อง และหมดสัญญาเช่าที่มีลูกจ้างที่เกี่ยวข้อง 999 คน

นอกจากนี้ กสร. ยังรายงานสถานการณ์ด้านแรงงานก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2556 (10 ก.ค.-31 ธ.ค.2555) โดยมีสถานประกอบการ 76 แห่ง เลิกจ้างลูกจ้างรวม 10,696 คน และแนวโน้มการเลิกจ้าง 39 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 33,655 คน แยกเป็น 1.เลิกจ้างปิดกิจการเพราะการปรับขึ้นค่าจ้าง 6 แห่ง ลูกจ้าง 1,002 คน เลิกจ้างบางส่วน 3 แห่ง ลูกจ้าง 2,159 คน

2.การเลิกจ้างเพราะวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป 13 แห่ง ลูกจ้าง 3,159 คน แบ่งเป็นปิดกิจการ 8 แห่ง ลูกจ้าง 2,250 คน เลิกจ้างบางส่วน 5 แห่ง ลูกจ้าง 909 คน และ 3.การเลิกจ้างเนื่องจากสาเหตุอื่นๆ จำนวน 54 แห่ง ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง 5,378 คน แบ่งเป็นปิดกิจการ 17 แห่ง ลูกจ้าง 2,845 คน เลิกจ้างบางส่วน 37 แห่ง ลูกจ้าง 625 คน

นายเผดิมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนข้อเสนอจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้รัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างโดยจัดสรรงบ 4,000-5,000 ล้านบาท จัดตั้งกองทุนเงินกู้เสริมสภาพคล่อง โดยคิดดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลา 1-2 ปีนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล

“อภิสิทธิ์” ชี้รัฐบาลแก้ไม่ตรงจุด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่ามีความกังวลผลกระทบที่เกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลขาดมาตรการรองรับที่ดีพอในการรับมือต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะเป็นมาตรการที่ช่วยผู้ประกอบการในบางระดับเท่านั้น เช่นภาษีเงินได้นิติบุคคลช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ใช่รายที่ใช้แรงงานเข้มข้น หรือใช้แรงงานที่อยู่ในระดับจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ จึงไม่สอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสำหรับธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และธุรกิจที่อยู่ห่างไกล

"ที่รัฐบาลอ้างว่าจะใช้เวลา 3 เดือนในการพิจารณาผลกระทบนั้น ก็อยากให้ทบทวน เพราะจะไม่เท่าทันต่อการคลี่คลายสถานการณ์ เนื่องจากปัญหาที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นการเลิกจ้างที่จะกระทบต่อชีวิตของประชาชนโดยตรง"

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่าจะทำให้คนตกงาน 10 ล้านคนนั้น นายกรัฐมนตรี ได้ถามกลับว่า "จริงหรือเปล่า ถ้ามีจริงให้เอาข้อมูลมาคุยกันว่ามีคนตกงานถึง 10 ล้านคนจริงหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้พร้อมให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงให้เข้าใจ"

นักวิชาการเสนอรัฐบาลใช้หลายมาตรการ

ด้าน นายกิตติ ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาศาสตร์ด้านแบบจำลองและพยากรณ์เศรษฐกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท จะทำให้เกิดอาการช็อกเกิดขึ้นกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะรายที่ไม่ได้ปรับตัวมาก่อน คาดว่าเอสเอ็มอีจะล้มหายไปหลายหมื่นราย

ดังนั้น รัฐบาลควรใช้หลายมาตรการในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการสนับสนุนเอสเอ็มอีปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยอาศัยกฎหมายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวมทั้งสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน

นอกจากนี้ สินเชื่อควรได้รับการช่วยเหลือด้วยดอกเบี้ยผ่อนปรน โดยรัฐบาลให้การอุดหนุนดอกเบี้ยต่ำไม่ควรจะเกิน 5% ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระนาน 5 ปี ด้านการตลาด อาจให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาที่เชี่ยวชาญทำหน้าที่ โดยรัฐบาลช่วยอุดหนุนงบประมาณ