อัยการหญิงของอินเดีย ร้องศาลฎีกาให้ย้ายเยาวชนที่กระทำผิดอุกฉกรรจ์ขึ้นศาลผู้ใหญ่ หลังมีวัยรุ่นก่อคดีข่มขืนฆ่าหั่นศพเด็กหญิง 6 ขวบ
หนังสือพิมพ์ ไทม์ ออฟ อินเดีย รายงานว่า ริช่า การ์ปูร์ อัยการหญิงประจำศาลสูง ในกรุงนิวเดลี ของอินเดีย ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาล เรียกร้องให้นำตัวผู้กระทำผิดที่ยังเป็นผู้เยาว์คนหนึ่ง เข้ารับการพิจารณาคดีในศาลฎีกา หลังจากผู้เยาว์คนนี้ ก่อคดีข่มขืนเด็กหญิงวัย 6 ขวบ ก่อนจะหั่นศพเธอแยกไปทิ้งที่ห้องน้ำสาธารณะ 2 แห่ง แต่กฎหมายว่าด้วยความยุติธรรมต่อเยาวชน ช่วยให้เขารอดพ้นโทษประหารชีวิต
ตอนแรก วัยรุ่นผู้นี้ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตเขา หลังจากพบว่า เขาข่มขืนและฆ่าเด็กหญิงอย่างทารุณ แต่ต่อมาศาลได้ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่า เขายังเป็นผู้เยาว์ และคดีได้ถูกส่งไปยังคณะกรรมการบริหารความยุติธรรมต่อเยาวขน ที่ตัดสินให้ส่งตัวเขาไปยังสถานดัดสันดาน ที่มีโทษกักขังสูงสุดแค่ 3 ปี แต่อัยการหญิงการปูร์ ได้เรียกร้องให้มีการย้ายคดีนี้มาพิจารณาคดีในศาลของผู้ใหญ่ หลังจากเกิดคดีรุมข่มขืนนักศึกษาแพทย์ในกรุงนิวเดลี และมีผู้เยาว์ร่วมกระทำผิดด้วย
อัยการหญิงกาปูร์ กล่าวว่า เธอต้องการเรียกร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาว่า ศาลต่างๆ ควรจะมีการชั่งน้ำหนักความโหดเหี้ยมของอาชญากรรมที่ผู้กล่าวหาก่อขึ้น ซึ่งไม่เพียงแค่อาศัยหลักฐานทางการแพทย์ ที่ไม่ได้ข้อสรุปและแตกต่างกันไปตามภูมิภาค ในกรณีที่มีการกระทำที่ชี้ว่า มีการวางแผนที่มีการออกแบบมาอย่างดีและชั่วร้าย ซึ่งแสดงถึงทักษะที่ช่ำชองของผู้กระทำผิด ดังนั้น พวกที่เป็นเด็กในทางการแพทย์ ก็ไม่ควรจะถูกควบคุมตัวในฐานะเด็กอีกต่อไป และเธอยังตั้งคำถามด้วยว่า เหตุใดผู้ต้องหาที่ข่มขืนและฆ่าเด็ก จึงได้รับการคุ้มครองในฐานะเด็กอีก
หลังจากศาลพิพากษา วัยรุ่นผู้นี้ได้ยื่นคำร้องขอความคุ้มครองในฐานะเยาวชน และศาลฎีกาได้สั่งให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับอายุของเขาในช่วงที่ก่อคดี ซึ่งจากการทดสอบกระบวนการสร้างกระดูก พบว่า เขามีอายุระหว่าง 17-20 ปี รายงานการสืบสวน ระบุว่า วัยรุ่นคนนี้ไม่เคยไปโรงเรียน ทำให้ไม่มีหลักฐานทางการศึกษา ต้องหาปีเกิดจากความทรงจำของพี่สาวทั้ง 3 คนของเขา เช่น พี่สาวสองคนบอกว่า เขาอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ ตอนที่พวกเธอแต่งงาน
อัยการหญิงกาปูร์ ได้ตั้งคำถามด้วยว่า หลักฐานทางการแพทย์ และหลักฐานต่างๆ ที่รวบรวมได้ จะมีค่าหรือช่วยอะไรได้ ตราบใดที่ให้ความสำคัญต่ออายุของผู้กระทำผิด และยิ่งถ้าไม่มีใบสูติบัตร , ใบรับรองการศึกษา หรือหลักฐานยืนยันอื่น ๆ มาพิสูจน์อายุของผู้ต้องหาด้วยแล้ว จะมีประโยชน์อะไร ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับความเป็นจริง ในความผิดที่เขาก่อมากกว่า






