วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

KBANK - ซื้อ

ค่าใช้จ่ายยังเป็นตัวการสำคัญทำให้กำไร 4Q55 ลดลง

คาดสินเชื่อมาเร่งตัวใน 4Q55 แต่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอาจลดลง

KBANK เป็นธนาคารที่มีความโดดเด่นทางด้านสินเชื่อ SME ซึ่งปกติจะมีการเบิกจ่ายมากในช่วงปลายปี ซึ่งทำให้ตามปกติช่วงต้นปีการเติบโตสินเชื่อของ KBANK มักจะค่อนข้างชะลอตัว ในปี 2555 ก็เช่นเดียวกับทุกปีที่ต้นปีสินเชื่อค่อนข้างจะเติบโตอย่างชะลอตัว และมีการเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 โดยเราคาดว่า 4Q55 KBANK จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มได้ 3.5% QoQ ซึ่งเป็นไตรมาสที่สินเชื่อมีการเติบโตสูงที่สุดในรอบปี 2555 และทำให้สินเชื่อทั้งปีของ KBANK เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2554 10% ซึ่งอยู่ในเป้าที่ทาง KBANK ตั้งไว้ว่าจะปล่อยสินเชื่อเพิ่ม 9-11% และถึงแม้ว่าสินเชื่อที่มาเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายปีจะเป็นสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง แต่การเร่งระดมเงินฝากเข้ามาเพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อก็ทำให้ต้นทุนเงินฝากยังคงปรับตัวสูงขึ้น และทำให้เราคาดว่าจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ KBANK จะลดลงเล็กน้อยจาก 3.51% ใน 3Q55 เหลือ 3.48% ใน 4Q55 นี้

คาดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ผลประกอบการลดลง QoQ

เป็นปกติที่ในไตรมาส 4 ค่าใช้จ่ายของ KBANK รวมถึงธนาคารอื่นๆ จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเราคาดว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นนี้จะทำให้อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ของ KBANK จะเพิ่มขึ้นเป็น 53% จาก 44% ในไตรมาสก่อน และเป็นเหตผลสำคัญที่ทำให้เราคาดว่ากำไรสุทธิของ KBANK ใน 4Q55 จะลดลง 15%QoQ เหลือ 7,813 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิ 9,212 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับ 4Q54 ที่ KBANK มีกำไรสุทธิเพียง 3,032 ล้านบาท กำไรสุทธิในไตรมาสนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 158% YoY โดยรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมากตามการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมากทั้งจากการเน้นเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและการเพิ่มรายได้จากธุรกิจประกันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมาก

ปรับมูลค่าเหมาะสมขึ้นเป็น 229 บาท ยังแนะนำ “ซื้อ”

เรามีมุมมองเป็นบวกต่อโครงสร้างรายได้ของ KBANK ที่มีการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยน้อยที่สุดในระบบ โดยในปี 2555 รายได้ดอกเบี้ยคิดเป็น 49% ของรายได้รวม และคาดว่าจะลดลงเหลือ 48% ในปี 2556 นอกจากนี้เรายังคาดว่า KBANK จะสามารถปล่อยสินเชื่อได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรสุทธิในปี 2556 น่าจะเติบโตอีก 14% เป็น 40,344 ล้านบาท และมีการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 4 บาท/หุ้น จากปี 2555 ที่เราคาดว่าจะมีการจ่ายปันผล 3.50 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 1.8% เราจึงปรับ P/BV ที่ใช้ประเมินมูลค่าเหมาะสมขึ้นเป็น 2.5 เท่า และทำให้ได้มูลค่าเหมาะสมใหม่ที่ 229 บาท มีส่วนต่างจากราคาปัจจุบัน 15% เราจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ”